(มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 กรกฎาคม .. 2555)

Thanapol Eawsakul

Facebook:  July 6, 2012

http://www.facebook.com/notes/thanapol-eawsakul/นิธิ-เอียวศรีวงศ์-ศาลเจ้า-มติชนสุดสัปดาห์-ฉบับวันที่-6-กรกฎาคม-พศ-2555/380433285356850

 

มื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา เพื่อฉลองวันที่ให้กำเนิดความเป็น “ชาติ” ของเราอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็โดยหลักการ เพราะความเป็นพลเมืองซึ่งเป็นเจ้าของประเทศโดยเท่าเทียมกันได้รับการรับรองเป็นครั้งแรก อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และผมได้ขึ้นเวทีอภิปรายร่วมกัน เพื่อตอบปัญหาของนักวิชาการรุ่นใหม่

มีคำถามที่ทั้งผมและอาจารย์ชาญวิทย์ไม่ได้ตอบหลายข้อ เพราะหมดเวลาลงเสียก่อน มีหลายคำถามที่ผมอยากตอบมากทีเดียว

จึงขอนำบางคำถามมาตอบในที่นี้

อจารย์ชาญวิทย์และผมจะถูกถามว่า “การที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเกินขอบเขตอำนาจศาลนั้น เป็นเพราะสังคมเห็นว่าศาลเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นมรดกของยุคเก่าใช่หรือไม่”

หากผมมีโอกาสได้ตอบ ผมก็จะตอบว่า ไม่ใช่

ตรงกันข้ามกับที่เข้าใจกันทั่วไป “ศาล” หรือ “ตุลาการ” ในสมัยโบราณ (ก่อนการปฏิรูปของ ร.5) เป็นที่ดูถูกเหยียดหยามของคนทุกชนชั้น สุนทรภู่เปรียบตุลาการเหมือนเหยี่ยว บินอยู่สูงคอยจ้องหาเหยื่อและอาหารของชาวบ้าน แล้วก็ถลามาโฉบเอาไปอย่างหน้าด้านๆ

ตุลาการและ “ผู้ปรับ” (ผู้พิพากษา) นั้น เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหาร เหมือนรัฐโบราณโดยทั่วไป การตัดสินคดีพิพาทคือส่วนสำคัญที่แยกไม่ออกจากการบริหารบ้านเมือง ฉะนั้น ในหัวเมืองทั้งหมด ผู้พิพากษาคือเจ้าเมืองซึ่งจะพลิก กฎหมายลงโทษผู้ที่ตุลาการชี้ว่าผิด ส่วนคณะตุลาการคือตำแหน่งราชการฝ่ายบริหาร ซึ่งมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ใครเป็นบ้าง เช่นในหัวเมืองก็มักจะเป็นกรมการเมือง

คนเหล่านี้ไม่มีเงินเดือน บางคนในกลุ่มคนเหล่านี้อาจได้รับ “เบี้ยหวัด” เป็นรายปี ซึ่งก็มีจำนวนน้อยเกินกว่าจะเลี้ยงชีพได้จริง รายได้ของเขาจึงมาจากการ “ทำราชการ” ซึ่งมีส่วนแบ่งผลประโยชน์ ทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายหลายอย่าง นับตั้งแต่มีแรงงานไพร่ไว้ใช้ฟรี ไปจนถึงเก็บเบี้ยบ้ายรายทางกับราษฎรในเรื่องจิปาถะ งานพิจารณาพิพากษาอรรถคดีก็เป็นแหล่งรายได้อย่างหนึ่ง

รายได้ชนิดที่ถูกกฎหมายก็คือ ได้ส่วนแบ่งเงินค่าปรับและค่าพิจารณาคดีจากคู่ความ แต่รายได้หลักมาจากส่วนที่ไม่ถูกกฎหมาย คือเรียกรับสินบนจากคู่ความ

หนทางที่จะใช้บริการของกระบวนการยุติธรรมที่เหมือนเหยี่ยวนี้ ก็ไม่ได้เปิดกว้างแก่ทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ทาสจะฟ้องร้องได้ต้องได้รับอนุญาตจากนายเงิน ไพร่จะฟ้องร้องคดีได้ก็ต้องได้รับอนุญาตจากมูลนายเหมือนกัน

เจตนาเดิมคงไม่ใช่เพื่อกดขี่ไพร่-ทาส แต่เพราะไม่ได้แยกหน้าที่การระงับข้อพิพาทออกไปจากการบริหารกำลังคน นายเงินและมูลนายคือผู้บริหารกำลังคนนั่นเอง จึงมีหน้าที่ตัดสินคดีพิพาทของคนในสังกัดด้วย จะโดยไกล่เกลี่ย

หรือกระทืบสั่งสอน หรืออนุญาตให้นำเรื่องขึ้นศาลก็ตาม

“ศาล” โบราณไม่เคยศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของใคร ความศักดิ์สิทธิ์เพิ่งถูกสร้างขึ้นในภายหลัง และยังพยายามสร้างสืบมาจนถึงทุกวันนี้ โดยกลุ่มคนที่เป็นตุลาการ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังการปฏิรูปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของ ร.5 เช่นเดียวกันกับ “ข้าราชการ” สายอื่นๆ ซึ่งพยายามสถาปนา “ความศักดิ์สิทธิ์” ของตนขึ้นเหมือนกัน แต่ทำได้ไม่สำเร็จเท่ากับสายตุลาการ

ผมจะขอพูดถึงเฉพาะความศักดิ์สิทธิ์ของพนักงานสายตุลาการเท่านั้น ว่าเกิดขึ้น และสั่งสมกันมาอย่างไร

ขอให้สังเกตนะครับว่า โดยทฤษฎีแล้ว ทั้งตุลาการและ “ผู้ปรับ” (ผู้พิพากษา) ในสมัยโบราณ ล้วนเป็นคนของพระเจ้าแผ่นดิน ก็ทรงแต่งตั้งเจ้าเมืองเอง หรืออนุมัติตำแหน่งกรมการเมืองต่างๆ เป็นอย่างน้อย ระเบียบปฏิบัติในการอุทธรณ์ฎีกา คือการนำเรื่องขึ้นสู่พระเนตรพระกรรณโดยตรงมากขึ้นตามลำดับ สรุปก็คือพระเจ้าแผ่นดินเป็นองค์ประธานสูงสุดของกระบวนการยุติธรรม

แต่โดยทางปฏิบัติแล้ว มิได้มีพระราชอำนาจที่จะแต่งตั้งคนที่ไว้วางพระทัยไปได้ทั้งหมด ต้องทรงประนีประนอมกับอำนาจท้องถิ่นซึ่งมีอยู่หลากหลายและชุกชุม โดยตั้งขึ้นให้ดำรงตำแหน่งราชการ

การปฏิรูปไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือการรวบอำนาจทั้งหมดในราชอาณาจักรไว้ใต้ราชบัลลังก์ การปฏิรูประบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในสมัยนั้น กับโลกภายนอกคือทำให้ฝรั่งยอมรับ กับโลกภายในคือการทำลายอำนาจอื่นๆ ที่มีอยู่มาก่อนให้หมดไป หรือดึงมาอยู่ใต้การบังคับควบคุมของพระเจ้าแผ่นดินแต่ผู้เดียว

เมื่อทำให้การบริหารราชการฝ่ายทหารและพลเรือนอยู่ภายใต้การบังคับควบคุมของราชบัลลังก์ ราชการฝ่ายตุลาการก็ต้องปฏิรูปเพื่อจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน อย่าลืมว่าในคติแบบเก่า ฝ่ายตุลาการเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจบริหาร ตุลาการคือคนของพระเจ้าแผ่นดิน ที่โปรดให้มา

ทำหน้าที่แทนเท่านั้น

การปฏิรูประบบกฎหมายและการยุติธรรมใน ร.5 ไม่ได้แตะต้องหลักการข้อนี้ ตุลาการซึ่งบัดนี้ไม่ได้อยู่ในราชการปกครองอีกแล้ว แยกมาเป็นกระทรวงต่างหาก ได้รับการศึกษาอบรมมาเฉพาะสำหรับทำหน้าที่ของตน แต่ก็ยังเป็น “ข้าราชการ”

เหมือนเดิม คือทำงานแทนพระเจ้าแผ่นดินในการบริหารความยุติธรรม ไม่ต่างจาก “ข้าหลวง” ที่ไปว่าราชการตามหัวเมือง

ระบบราชการทั้งระบบผูกติดอยู่กับพระราชอำนาจ เพราะอำนาจในการปฏิบัติงานของข้าราชการแต่ละคน ล้วนมาจากการแต่งตั้งของพระราชอำนาจทั้งสิ้น ในแง่นี้จะสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้ตำแหน่งราชการได้ทุกตำแหน่ง

ในสมัย ร.5 เคยมีข้อขัดแย้งระหว่างผู้นำฝ่ายตุลาการกับฝ่ายบริหารว่า ฝ่ายตุลาการควรเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร แต่ ร.5 ก็ทรงชี้แจงแสดงเหตุผลให้เห็นว่า ยังไม่เหมาะที่ฝ่ายตุลาการจะเป็นอิสระเช่นนั้น ในที่สุดฝ่ายตุลาการก็ยอม และคงเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหารสืบมา

ในฐานะส่วนหนึ่งของฝ่ายบริหารในรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ ตุลาการไทยย่อมยืนอยู่ข้างเดียวกับรัฐเสมอ วิธีคิดเช่นนี้แฝงอยู่ในการทำหน้าที่ของตุลาการ ไล่ไปได้จนถึงการเรียนกฎหมาย คือจะรักษาอำนาจของรัฐ-ไม่ว่าจะเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิ์หรือรัฐประชาธิปไตย-ไว้ได้อย่างไร คำพิพากษาของศาลไทยจึงไม่ค่อยมีส่วนในการพัฒนาสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่มักยืนยันจะรักษาอำนาจรัฐไว้เหนือสิทธิเสรีภาพ (แม้แต่ตามรัฐธรรมนูญ) ของประชาชนเสมอ

ลองย้อนกลับไปคิดถึงความก้าวหน้าด้านประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกหลายประเทศดูเถิดครับ ว่าเกี่ยวพันกับคำพิพากษาของศาลอย่างไร … สิทธิเสมอภาคของคนผิวดำในสหรัฐ, สิทธิเสรีภาพในชีวิตส่วนตัวในยุโรปและอเมริกา, สิทธิเสรีภาพการประท้วงรัฐ, สิทธิในการเข้าถึงการศึกษา, ฯลฯ ส่วนสำคัญของความก้าวหน้าในเรื่องเหล่านี้มาจากคำพิพากษาของศาลสูง

จะอ้างว่าเพราะเขาใช้ระบบกฎหมายแบบ common law จึงทำให้เกิดขึ้นได้ ก็ไม่จริง เพราะหลายประเทศเช่นฝรั่งเศสก็ใช้ระบบกฎหมายแบบเดียวกับเรา และเอาเข้าจริงระบบกฎหมายทั้งสองก็ไม่ได้ต่างกันมากเหมือนที่สอนนักเรียนกฎหมายปี 1 ซ้ำนับวันมันก็ยิ่งเหลื่อมเข้าหากันทุกที

หลังวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อำนาจอธิปไตยกลายเป็นของปวงชนชาวไทย

และผู้ถืออำนาจนี้กลายเป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากปลายกระบอกปืน นับจากนั้นมาฝ่ายตุลาการก็พยายามแสวงหาอิสรภาพจากฝ่ายบริหาร (และในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ) ฝ่ายตุลาการจึงเป็นฝ่ายเดียวที่สามารถรักษาความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของตำแหน่งเอาไว้ได้

แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของฝ่ายตุลาการ เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่คลุมเครือในระบอบประชาธิปไตย เพราะพระมหากษัตริย์ที่เป็นฐานของความศักดิ์สิทธิ์นั้น คือพระมหากษัตริย์ในระบอบอื่น ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

ศาลมักอ้างเสมอว่า พิจารณาพิพากษาคดี “ในพระปรมาภิไธย” ซึ่งแปลว่าอะไรไม่ชัดนักระหว่างผู้พิพากษาเป็นเพียง “ข้าหลวง” ที่โปรดให้มาทำหน้าที่แทน หรือพระปรมาภิไธยในฐานะที่เป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยของปวงชน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “The People” ในศาลอเมริกัน หรือ “The  Crown” ในศาลอังกฤษ           เช่นเดียวกับพระบรมฉายาลักษณ์ที่ติดไว้ในห้องพิจารณาคดีของศาลทุกแห่ง หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์หรือบุคลาธิษฐานของอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของปวงชนชาวไทย

ความคลุมเครือเช่นนี้ลามไปถึงการแต่งกาย, ท่านั่ง, หรือคำพูดของผู้เข้าฟังหรือร่วมในการพิจารณาคดีด้วย เช่น ห้ามแต่งกาย “ไม่เรียบร้อย”, ห้ามนั่งไขว่ห้าง, ฯลฯ ทำให้ไม่ชัดนักว่าผู้เข้าฟังหรือร่วมในการพิจารณาคดี กำลัง “เข้าเฝ้า” หรือเพียงแต่อยู่ในห้องพิจารณาคดีของศาลในประเทศประชาธิปไตยกันแน่                                      “หมิ่นศาล” หมายถึงอะไรกันแน่ ระหว่างการหมิ่น “ข้า-หลวง” ซึ่งกำลังทำหน้าที่แทนพระเจ้าแผ่นดิน หรือ “ศาล” ในความหมายถึงกระบวนการพิจารณาคดี ที่หากไปขัดขวางด้วยประการต่างๆ ย่อมถือว่า “หมิ่น” เพราะทำให้กระบวนการดังกล่าวไม่อาจดำเนินไปอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้                                                               ความคลุมเครือนั้นเป็นจราจรสองทางครับ นอกจากทำให้ฝ่ายหนึ่งงงแล้ว ก็ยังทำให้ตัวเองงงด้วย อำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอะไรก็ตามแต่ ในระบอบประชาธิปไตย ย่อมตั้งอยู่บนกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่มากและไม่น้อยไปกว่าที่กฎหมายกำหนด

แตกต่างจากรับสั่งของพระเจ้าแผ่นดินซึ่ง “ข้าหลวง” ต้องตีความเอาเองว่า ทรงมุ่งประสงค์สิ่งใดกันแน่ แล้วก็ปฏิบัติให้ต้องตามพระราชประสงค์

ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของศาลเพิ่งสร้างขึ้น ไม่นานมานี้เอง หาได้เป็นมรดกตกทอดมาจากยุคโบราณไม่

แต่ความศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกสร้างขึ้นไม่ใช่เพื่อบรรลุเป้าหมายในการทำหน้าที่ของตนตามระบอบประชาธิปไต

แต่สร้างขึ้นเพื่อทำให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ จึงเอาไปผูกไว้กับสถาบันพระมหากษัตริย์

ซึ่งย่อมอยู่พ้นไปจากการถูกตรวจฅสอบเช่นกัน

เปิดจดหมายนักโทษผู้ใกล้ชิดอากงลำดับการจากไป ในวาระครบ 1 เดือน

Prachatai: June 10, 2012

http://prachatai.com/journal/2012/06/40965

ผู้เขียน: ธันย์ฐวุฒิ หรือหนุ่ม ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ชื่อเรื่องเดิม: “จากเพื่อนร่วมชะตากรรมต่างวัย ถึงเพื่อนที่ล่วงลับจากไปชื่ออำพล”

เผยแพร่ครั้งแรก: เว็บไซต์สำนักราษฎรประสงค์

ในวาระครบรอบ 1 เดือน (8 พ.ค.) การเสียชีวิตของนายอำพล หรือ อากง ‘ประชาไท’ ขอนำเสนอจดหมาย 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นของนักโทษคดีเดียวกันผู้คอยดูแลอากงมาแต่วันแรกของการอยู่ในเรือนจำ เขาเขียนเพื่อไว้อาลัยและต้องการให้โลกภายนอกได้รับรู้ลำดับอาการของชายชราผู้นี้ รวมทั้งนิสัยใจคอและความเป็นอยู่ที่ผ่านมา แม้จะสุ่มเสี่ยงและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะส่งเรื่องราวเหล่านี้ออกมา

อีกฉบับหนึ่งเป็นของอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ซึ่งพ้นโทษออกมาแล้วและเคยอยู่แดนเดียวกับอากง เขาสะท้อนถึงความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในเรือนจำของผู้ต้องขัง

———————————

หนุ่มแดงนนท์

8 พฤษภาคม 2555

“อำพล ตั้งนพกุล, อำพล ตั้งนพกุล ติดต่อที่ทำการแดนครับ ปล่อยตัว!!” เสียงประกาศผ่านไมค์ดังก้องไปทั่วแดน 8 ผมร้องขอให้เพื่อนช่วยประกาศให้เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณของอากงให้เป็นอิสระ ท่ามกลางความแปลกใจ ตกใจ กับการจากไปอย่างกะทันหันของชายชราคนหนึ่ง ที่พวกเขาเห็นอยู่ทุกวัน ผม หมี สุริยันต์ ไมตี้ วุฒิชัย สายชล ทองสุข รวมถึงเพื่อนๆ ของอากง เดินเกาะกลุ่มกันไปยังประตูทางออกแดน 8 ที่เป็นประตูลูกกรงหนาแน่นบานใหญ่สูงตระหง่าน เราเปิดประตูทางออกแดนอย่างช้าๆ และต่างคนต่างกล่าวคำล่ำลากันให้กับอากง “บ๊ายบายนะอาเจ็ก ค่อยๆ เดินนะ เขาให้เจ็กกลับบ้านแล้ว ป้าอุ๊คอยอยู่ตรงโน้น เจ็กไปหาเขานะ !!” ผมกล่าวออกมาเหมือนเป็นการลาครั้งสุดท้ายในความว่างเปล่า และจินตนาการไปว่า เห็นอากงค่อยๆ เดินอย่างช้าๆ ไปทางประตู 4 ที่เป็นทางออกเรือนจำ

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้อากงจากพวกเราไปเร็วขนาดนี้นะ เมื่ออาทิตย์ก่อนพวกเรายังใช้ชีวิตด้วยกันอยู่เลย นี่คือคำถามที่ผมอยากรู้มากๆ ในตอนนั้น มันไม่น่าเกิดขึ้นได้เลย มันไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ


ลำดับเหตุการณ์ อาการป่วย ก่อนถึงวันจากไป

ผมกับอากงและเพื่อนๆ มักจะชวนกันออกกำลังกายด้วยกันทุกเช้า ผมกับอากงเราจะแกว่งมือด้วยกัน วันละประมาณ 15-30 นาที ก่อนกินข้าวเช้า ราวๆ ต้นเดือนเมษายน อากงมาบ่นให้ผมฟังว่าแกปวดท้องน้อยบริเวณเหนือสะดือ ค่อนไปทางซ้ายหรือขวาผมจำไม่ได้ ผมเลยคิดว่าอาการน่าจะปวดกล้ามเนื้อท้องเนื่องมาจากการออกกำลังกาย ผมจึงบอกให้อากงหยุดแกว่งแขวนไปก่อนจนกว่าจะหายปวด เพราะก่อนหน้านี้ราวๆ เดือนมกราคม ก็เคยมีอาการแบบนี้ หยุดแกว่งแขนก็หาย ครั้งนี้ก็คงเหมือนกับครั้งก่อนละมั้ง อากงจึงหยุดแกว่งแขนเพื่อรอดูอาการตั้งแต่วันนั้น

1 สัปดาห์ผ่านไป อากงยังคงมีอาการเจ็บอยู่ ผมจึงให้แกทำเรื่องออกสถานพยาบาลภายในเรือนจำ (พบ.) ในวันจันทร์, 23 เมษายน แต่วันนี้อากงไม่ได้รับการตรวจ เพราะช่วงเช้าทางสมาคมทนายความมาขอพบ และป้าอุ๊มาเยี่ยมพอดี จึงทำให้ต้องเลื่อนไปในวันถัดไป

อังคาร, 24 เมษายน อากงออก พบ.แต่เช้า แต่ไม่ได้รับการตรวจใดๆ อากงบอกว่า เขาถามว่าเป็นอะไร อากงก็ตอบว่าปวดท้อง พวกเขาก็บอกกลับได้ แล้วจะจัดยาไปให้ วันนั้นอากงก็กลับมาที่แดนและได้รับยา 1 ชุดในตอนเย็น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นยาอะไร แต่บอกว่าให้ลองกินดู ไม่หายค่อยทำเรื่องออกไปใหม่ ระยะนี้อากงก็มีลักษณะภายนอกเหมือนปกติทุกวัน กินข้าวได้ เดินเหินได้ปกติ

หลังจากกินยาชุดนี้ได้ 3-4 วัน อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ยังคงเจ็บท้องอยู่ และมีอาการท้องใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย และกดดูแล้วก็แข็ง เนื่องจากอากงเป็นคนมีพุงอยู่แล้ว เลยไม่มีใครคิดว่าเป็นอาการผิดปกติ ผมจึงทำเรื่องให้อากงออกไป พบ.อีกครั้ง ในวัน จันทร์,30 เมษายน อากงเล่าให้ฟังหลังจากกลับมาจาก พบ.ว่า วันนี้พวกเขาก็ทำเหมือนเดิม คือ ถามว่าเป็นอะไร แล้วก็ไล่กลับ แต่ครั้งนี้อากงทนไม่ไหวจึงโวยวายออกไปว่า “ตรวจอั๊วด้วยสิ อั๊วเจ็บท้องหลายวันแล้ว กินยาก็ไม่หาย ไม่ตรวจดูจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นอะไร !!” จึงทำให้อากงได้รับการตรวจ และเย็นนั้นจึงได้ยามาอีก 1 ชุด

หลังจากกินยาชุดที่สองนี้แล้ว อาการเจ็บท้องก็ยังไม่หาย และท้องก็ใหญ่ขึ้น ตึงขึ้น และแข็งมาก จนพี่สมยศทักอากงว่าเป็นอาการเกี่ยวกับตับหรือเปล่า? เพราะพี่สมยศเคยมีประสบการณ์กับโรคตับมาก่อน เมื่อได้ฟังเช่นนี้แล้ว อากงจึงเกิดอาการวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด จนอากงร้องไห้กับผมแล้วบอกว่า “ทำไมไม่หายซักที ผมแย่แล้ว ให้ผมตายเหอะ !!” พูดอยู่หลายครั้ง ผมจึงได้ปลอบใจว่าอากงไม่เป็นไรหรอกน่า เดี๋ยวอาทิตย์นี้ก็ไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์แล้ว อดทนอีกหน่อยเถอะนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแกเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะข่าวการช่วยแร่งรัดขออภัยโทษให้แก และเพื่อนๆ คดี 112 ทั้งหมดที่ทางคุณอานนท์มาแจ้งให้เราทราบในวัน พุธ, 2 พฤษภาคม ในวันนี้คุณอานนท์ยังทักว่าอากงดูไม่ค่อยดี ผมจึงขอให้คุณอานนท์ช่วยแจ้งอาจารย์หวาน ช่วยประสานให้อากงออกโรงพยาบาลราชทัณฑ์ (รพ.รท) โดยด่วน คุณอานนท์รับปากและได้ช่วยประสานงานให้ โดยเราเชื่อว่าที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จะมีหมอเก่งๆ ช่วยรักษาให้อากงหายเจ็บได้

พฤหัส, 3 พฤษภาคม อากงเริ่มมีอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด และปฏิเสธโจ๊กที่พวกราสั่งซื้อให้แกกินอยู่ทุกวัน ผมจึงให้แกกินนมไวตามิลค์ เพื่อให้แกกินยา จากนั้นแกก็นอน อากาศเวลานั้นร้อนมากๆ ผมทายาหม่องให้แกที่หน้าอก หลัง คอ เพื่อให้หายใจสะดวก และคอยพัดให้แกอยู่เรื่อยๆ แกนอนรอป้าอุ๊มาเยี่ยมอย่างเช่นทุกวัน แต่วันนี้แปลกตรงที่ว่า พอมีเสียงประกาศเยี่ยมญาติของอากง ทุกทีแกจะรีบกุลีกุจอแทบจะวิ่งไปรับใบเยี่ยมญาติ แต่ครั้งนี้เราต้องพยุงแกขึ้นมา อากงหันมามองหน้าผม ทำเหมือนจะร้องไห้แล้วพูดว่า “หนุ่มไปด้วยนะ ไปกับผมด้วย ผมเดินไม่ไหว” ผมไม่เคยได้ยินคำพูดและน้ำเสียงแบบนี้ของแกมาก่อนตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันมาเกือบ 2 ปี ผมจึงขออนุญาตเจ้าหน้าที่ออกไปส่งแกที่จุดเยี่ยมญาติเพื่อพาแกมาหาป้าอุ๊ และผมได้กำชับแกโดยเขียนลงกระดาษให้แกบอกป้าอุ๊ว่าให้โทรบอกอาจารย์หวานเรื่องการส่งอากงไปโรงพยาบาลอีกครั้ง รวมถึงให้ป้าอุ๊ซื้อนมเปรี้ยวและผลไม้ที่ย่อยง่ายๆ ให้ด้วย เพราะอากงจะได้กินในช่วงที่ป่วยอยู่นี้

เยี่ยมเสร็จผมกับอากงได้เจอป้าอุ๊ไกลๆ ที่ช่องรับของฝาก ผมทำสัญลักษณ์มือที่กางนิ้วก้อยกับนิ้วโป้งและยกขึ้นข้างหู ให้ป้าอุ๊กับป้าน้อย (ภรรยาอาจารย์สุรชัย) เพื่อส่งภาษาใบ้ว่าอย่าลืมโทร (หาอาจารย์หวาน) ด้วยนะ ป้าอุ๊ก็พยักหน้าเข้าใจ แล้วผมก็ชี้นิ้วไปที่อากง แล้วโบกมือไปมาแทนความหมายว่า ไม่ต้องเป็นห่วง (อากง) นะ จากนั้นเราก็เดินกลับแดน

ใครจะรู้ว่าการพบกันในวันนั้นของอากงกับป้าอุ๊ จะเป็นการพบกันเป็นครั้งสุดท้ายของสามีภรรยาคู่นี้ที่ต่างเฝ้าประคับประคองจิตใจกันมาอย่างยาวนาน

เช้าวันศุกร์, 4 พฤษภาคม หลังจากอาบน้ำตอนเช้าด้วยกันแล้ว อากงก็หลบไปนอนในโรงอาหารอีก และไม่ยอมกินโจ๊กเหมือนเมื่อวาน ผมจึงปล่อยแกนอน โดยเตรียมนมไวตามิลค์ไวให้ วันนี้มีประกาศชื่ออากงให้ออกโรงพยาบาลราชทัณฑ์แต่เช้า ผมจึงดีใจเพราะวันนี้อากงจะได้ออกไปหาหมอเสียที เสียงประกาศชื่ออากงอีกครั้งเวลา 9.00 น. ผมปลุกแกให้ตื่นเพื่อให้แกกินนม และใส่เสื้อเพื่อเตรียมตัวไปโรงพยาบาล อากงกินได้ไม่ถึงครึ่งกล่องก็บอกว่ากินไม่ลงแล้ว ผมจึงพยุงแกลงมาจากโรงอาหาร ตอนนี้ผมสังเกตเห็นดวงตาของแกค่อนข้างเหลืองมาก ท้องก็ยังโตและแข็งอยู่เหมือนเดิม ผมขอให้อากงนั่งรถเข็นออกไปเพราะแกเดินไม่ไหวแล้ว อากงถูกเข็นออกไปอย่างช้าๆ และนี่เป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เห็นอากง โดยไม่เคยคิดว่าการจากกันครั้งนี้จะเป็นการจากกันตลอดไปโดยไม่ได้พบกันอีกเลย

ชายชราผู้ไม่จงรักภักดี ?

จากการพูดคุยกันตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยืนยันได้เลยว่าอากงไม่ใช่ทั้งเหลืองทั้งแดง ไม่สลิ่มด้วย แกเล่าให้ผมฟังว่าแกชอบไปตามงานชุมนุมต่างๆ เพราะสนุกดี และบางครั้งก็มีของให้กินฟรีๆ ด้วย แกเริ่มไปงานชุมนุมครั้งแรกก็คือชุมนุมพันธมิตร ที่แกยังได้รับแจกเสื้อเหลืองพร้อมลายเซ็นจำลอง ศรีเมือง ติดไม้ติดมืดกลับบ้านด้วย หลังจากนั้นก็ไปงานชุมนุมของเสื้อแดงที่แกก็ได้เสื้อแดง ผ้าโพกหัวกลับบ้านมา โดยไม่ต้องเสียเงินเช่นกัน อากงมักจะใช้เวลาหลังจากรับหลานๆ กลับจากโรงเรียน แล้วช่วยงานบ้านป้าอุ๊เสร็จแล้วค่อยไปงานชุมนุม เมื่อหายเบื่อแล้ว 2-3 ชั่วโมงก็นั่งรถกลับบ้าน

อากงไม่มีพื้นฐานความรู้ทางการเมืองใดๆ เลย อยู่บ้านทีวีเสื้อแดงก็ไม่รู้จัก ไม่เคยเปิดดู หนังสือพิมพ์ก็ไม่อ่าน เพราะสายตาไม่ดี ลำพังแค่เลี้ยงหลานอย่างเดียวก็หมดเวลาแล้ว ดังนั้น เวลาพวกผมคุยกันเรื่องการเมืองแกจะตั้งใจฟัง แล้วมีคำถามมาถามเราอยู่บ่อยๆ

ที่น่าสนใจคือ กับข้อหาที่แกโดนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับการกระทำโดยธรรมชาติของแกมันขัดแย้งกันมาก เช่น แกจะยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงที่ตั้งอยู่ที่แดน 8 ทุกครั้งที่เดินผ่าน ผมแน่ใจว่าแกทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ อีกทั้งเรื่องที่อากงเล่าให้ฟังว่า แกพาหลานๆ ของแกไปลงนามถวายพระพรในหลวงที่ศิริราชอยู่หลายครั้ง เวลาไปช็อปปิ้งกับหลานๆ แล้วเห็นโต๊ะที่เปิดให้มีการลงนามถวายพระพร ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ อากงจะชวนหลานๆ ร่วมลงนามถวายพระพรทุกครั้ง ผมจึงแทบไม่เชื่อว่าชราคนนี้จะถูกกล่าวหาไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน

บุคลิกลักษณะภายนอกของอากง ใครเห็นก็จะรู้ว่าเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มเก่งไหว้เก่ง และที่ชัดที่สุดคือ ร้องไห้เก่ง โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าอากงเป็นคนอ่อนแอทางจิตใจมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่แกถูกจับเข้ามาอยู่ในคุก แกยิ่งแสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจน ช่วงแรกที่อากงถูกจับเข้ามาและได้รับการประกันตัวออกไป แตกต่างจากครั้งที่แกถูกจับเข้ามาอีกครั้งมากในเรื่องกำลังใจ ผมว่าแกโชคดีที่มีพวกเราหลายคนคอยให้กำลังใจแกอยู่ตลอดเวลา นอกจากคนที่โดนคดีเสื้อแดงแล้วอากงยังได้รับความรักและเขาใจจากผู้ต้องขังอื่นๆ ด้วย เป็นเรื่องจริงที่ผมมักจะบอกกับอากงว่า แกเหมือนเป็นพวกแบตเตอรี่เสื่อม เวลาห่อเหี่ยว ท้อแท้ เราคุยให้กำลังใจแก แกก็จะกลับมายิ้ม และชูกำปั้น “สู้” ได้อีกครั้ง แต่พอผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงแกก็จะนั่งหน้าเศร้าอีก เราเลยต้องชาร์จกันใหม่ๆ เรื่อยๆ ผลัดกัน ช่วยกันไป พวกเราต่างคิดว่าอากงเป็นญาติพี่น้องของเราจริงๆ ดังนั้น เราจึงดูแลกันด้วยดีตลอดมา

อากงจึงอยู่ในคุกได้ด้วยกำลังใจล้วนๆ กำลังใจหลักคือมาจากป้าอุ๊ รองลงมาคือจากพวกเรา เพื่อนๆ ที่อยู่ร่วมแดนกันและกำลังใจจากมวลชนที่แวะเวียนมาให้กำลังใจ นึกไม่ออกเลยว่า 4 วัน 4 คืนในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ขาดซึ่งกำลังใจใดๆ เลย อากงจะทนทุกข์ทรมานมากเพียงใด และเป็นไปได้หรือเปล่าที่สาเหตุของการจากไปอย่างกะทันหันของแก ส่วนหนึ่งมาจากการขาดกำลังใจ……

ความอยุติธรรมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางคนที่มอบให้กับอากง
โดยอ้างว่าตัวเองรักเจ้า

ผมคิดอยู่หลายรอบว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือเปล่า ท้ายสุดก็คิดว่าควรต้องเขียน เพราะมันคือความจริงที่เกิดขึ้นกับอากง จากการตั้งใจกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บางคนในช่วงที่ข้อหาล้มเจ้าของคนเสื้อแดงกำลังถูกโหมโรงจากสื่อกระแสนหลักอย่างกว้างขวาง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ หลายคนจึงตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน คือการโดนข่มขู่ ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ และถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา ไม่ยกเว้นชายชราหรือ “อากง” คนนั้น ซึ่งผมและสุริยันต์ คือหนึ่งในนั้นตามข่าวที่ปรากฏไปบ้างแล้วจากสื่อทางเลือก เรื่องนี้ผมจึงคิดว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่คนภายนอกจะได้รู้ว่าอากงโดนปฏิบัติอย่างไรบ้าง (ผมขอรับผิดชอบในสิ่งที่ผมเขียนทุกคำ พร้อมให้ตรวจสอบ)

แต่ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า ปัจจุบันแดน 8 เป็นแดนที่ดีที่สุด แตกต่างจากแต่ก่อนฟ้ากับเหว เพราะได้มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าฝ่ายคนใหม่ที่เป็นนักพัฒนาที่มีความเป็นกลาง มีความยุติธรรมกว่าคนเดิมที่ผมจะเล่าถึงการกระทำของเขาที่กระทำต่ออากง ซึ่งมีเรื่องราวดังนี้

อากงถูกจำแนกเข้ามาที่แดน 8 ภายหลังที่ผมและสุริยันต์โดนทำร้ายร่างกายด้วยความตั้งใจของหัวหน้าฝ่ายคนเก่าไปแล้ว และนอกจากผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ จะโดนทำร้ายแล้ว ผู้ต้องหาคดีเสื้อแดงที่ตอนนั้นถูกจับเข้ามา ถ้าถูกจำแนกมาแดน 8 ก็จะโดนเก็บยอดทุกคนโดยการตบต่อยที่ใบหน้า ร่างกาย จากนักโทษที่ได้รับสัญญาณมา และถูกด่าอย่างหยาบคายว่าเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง แต่อากงโชคดีที่เป็นคนแก่จึงได้รับการยกเว้น ไม่ถูกประทุษร้ายทางร่างกาย แต่ถูกกลั่นแกล้งให้ทำงานอย่างหนักแทน

ด้วยภาพของอากงและวัยที่มากแล้ว โดยมนุษยธรรมและความเมตตา ควรได้รับการยกเว้นให้ทำงานอย่างคนหนุ่มเขาทำกัน แต่อากงคือผู้ที่ถูกเลือกด้วยความตั้งใจให้มาอยู่แดน 8 ของหัวหน้าฝ่ายคนก่อน (ที่ปัจจุบันย้ายไปประจำอยู่ใต้ถุนศาลรัชดา) เพื่อสะดวกในการทำอะไรบางอย่าง

วันแรกที่เข้ามาอากงถูกสั่งให้เข้าไปอยู่ในกองงานปั่นถ้วย และรับยอดเติมในทันที คือวันละ 5 กิโล หรือ 2,500 ใบ อากงทำไม่ได้แน่นอน แต่ก็ถูกบังคับให้ทำ จนผู้ต้องขังด้วยกันทนไม่ได้ต่างเข้ามาช่วยแบ่งงานอากงไปทำ คนละนิดคนละหน่อยจนเสร็จ อากงต้องทำงานอย่างนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งประกันตัวออกไปในครั้งแรก

อากงกลับเข้ามาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หัวหน้าฝ่ายคนนี้คงเข็ดที่จะเอาคดี 112 มาไว้อีก อากงจึงถูกจำแนกไปแดน 3 โดยหวังว่าจะแยกผมออกจากอากง ปรากฏว่าด้วยความเหลือจากผู้ใหญ่ข้างนอกโดยผ่านคุณอานนท์ จึงทำให้อากงถูกย้ายมาอยู่แดน  8 กับผมอีกครั้ง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้าฝ่ายคนนี้อย่างมาก อากงจึงถูกคำสั่งให้ไปปั่นถ้วยอีก แล้วครั้งนี้ก็เหมือนเดิม ผู้ต้องขังก็ช่วยเหลืออากงเหมือนเดิม เพราะทนเห็นการถูกกลั่นแกล้งของหัวหน้าฝ่ายไม่ได้ ท้ายสุดแล้ว ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่โดยผ่านคุณอานนท์เช่นเดิม จึงมีคำสั่งสายฟ้าแลบให้ย้ายอากงมาอยู่กองงานห้องสมุด โดยไม่ต้องให้แกทำอะไรเลย งานนี้ทำให้หัวหน้าฝ่ายคนนี้เสียหน้าอย่างมากทีเดียว เพราะไม่สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจอีกแล้วกับคนเสื้อแดง

หากการเสียชีวิตของอากง เลขาอภิสิทธิ์ ผู้พิพากษา ตำรวจผู้จับกุม ควรต้องรับผิดชอบแล้ว หัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน 8 คนนี้ (ที่ไม่ใช่คนปัจจุบัน) ก็ควรต้องถูกประณามด้วยเช่นกัน

สุดท้ายนี้ ผมขอไว้อาลัยกับการจากไปของเพื่อนต่างวันของผมคนนี้ที่ผมรักและห่วงใยเสมือนญาติแท้ๆ ของผมคนหนึ่ง แน่นอนการจากไปของเขาจะต้องไม่เสียเปล่า ขอให้อากงหรืออาเจ็กที่ผมเรียก อย่าได้เป็นห่วงผมและเพื่อนๆ ทุกคนจะทำหน้าที่แทนอาเจ็กเองในการดูแลป้าอุ๊และหลานๆ ที่น่ารักของอาเจ็กให้มีความสุขตลอดไป และหากชาติหน้ามีจริงขอให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง…ผมรักเจ็กนะครับ!! ขอให้เจ็กหลับให้สบายและอย่าได้กังวลอะไรอีกเลย.

————————————

ผู้เขียน: (ผู้เขียนขอสงวนชื่อนามสกุล)

เผยแพร่ครั้งแรก : เฟซบุ๊คของ Nithiwat Wannasiri

กระผม อดีตนักโทษชายเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เป็นผู้หนึ่งซึ่งได้ร่วมชะตากรรมกับอากง ในเวลาที่ผมใช้ชีวิตในนั้น ได้เห็นการให้การรักษาพยาบาลในเรือนจำ ซึ่งจะมียาวิเศษอยู่หนึ่งตัว ชื่อ พาราเซตาม่อน ซึ่งยาขนานนี้ใช้รักษาโรคได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ปวดท้อง ท้องเสีย หรือแม้กระทั่งเบาหวานหรือโรคหัวใจ

ซึ่งหลังจากขึ้นเรือนนอนแล้ว ถ้านักโทษเจ็บป่วย อาการหนัก รับรองได้ว่า รุ่งเช้าจะได้ยินเสียง”ประกาศปล่อยตัว”อย่างเช่นอากงแน่นอน ซึ่งการปล่อยตัวจะเป็นไปอย่างพิเศษมากๆ คือคุณไม่ต้องเดิน แต่ต้องลอยตามกลิ่นธูปออกมา

ในช่วงที่กระผมได้อยู่ในเรือนจำนั้น เคยมีนักโทษสูงอายุ น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับอากง แกเป็นคนใต้ แกป่วยอยู่หลายโรค ซึ่งหลังจากขึ้นเรือนนอนแล้ว ประมาณสองทุ่มกว่าๆ ได้มีเสียงเคาะ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีคนป่วยอยู่ในห้อง ซึ่งอาการของลุงคนนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหอบหืดหรือว่าโรคหัวใจ ซึ่งกว่าที่ผู้คุมจะขึ้นมาก็ประมาณ 10 นาที และก็ให้ยาพาราเป็นขั้นแรก หรือว่าก็ให้รอหมอแป๊บหนึ่ง ก็ประมาณ 30 – 60 นาที แต่พอหมอมาถึง คุณลุงคนนั้นก็ได้เสียชีวิตแล้ว แต่ผมไม่แน่ใจ ว่าเป็นผู้คุมหรือหมอ ที่ออกปากถามว่า ตายหรือยัง ทั้งๆที่ยังไม่ถึงประตูห้อง

คุณลุงคนนี้ถูกขังอยู่ที่ห้อง 10 ซึ่งห้อง 10 จะอยู่ชั้น 2 แต่ผมอยู่ชั้น 3 จึงมองไม่เห็น ซึ่งห้องเบอร์ 10 นี้ คุณก่อแก้ว และคุณขวัญชัย ก็เคยอยู่ ถ้าคิดจะออกไปพบหมอ ถ้าเป็นชาวต่างด้าว หรือบุคคลไร้ญาติ ก็ยากหน่อย ก็จะได้คำตอบว่า “กินพารา เดี๋ยวก็หาย” เมื่อมาถึงหมอ ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือ ถ้าคุณไม่ได้ถูกหามออกมาในสภาพหมดสติ ก็หมดสิทธิที่จะนอนรอดูอาการ ก็ต้องกลับไปนอนซมอยู่ในแดนตามเดิม

นี่หรือ ที่คุณบอกว่ามาตรฐานไม่ต่างกัน…?

 

ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑

ราษฎรทั้งหลาย

http://www.pridi-phoonsuk.org/peoples-party-manifesto/

 

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรบางคนได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์ก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังกันไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้จากความตกต่ำในทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากินซึ่งพวกราษฎรได้รู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้

การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่า ภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใดๆ ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นก็ได้โค่นราชบัลลังก์ลงเสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วก็ไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของกษัตริย์ไว้ได้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมาก็จะได้ชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุกๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฎหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันจะคงอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือกฎหมายพึงตั้งตนอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน อย่าทำการใดๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎร การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร

๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

Prachatai: June 7, 2012

http://prachatai.com/journal/2012/06/40911

 

นายชีเกียง วัย 74  ปี บิดาของนายธันย์วุฒิ เดินทางมาเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำพร้อมให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ความรู้สึก และความคาดหวังต่อการขอพระราชทานอภัยโทษ

“พูดในนามพ่อของลูกคนหนึ่ง ตอนที่ลูกถูกจับมีอาการแย่มากเลย เคว้งคว้างไปหมด ไม่รู้จะทำยังไง”

“ญาติพี่น้องเขาก็กลัว ไม่กล้าเลย ไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมเลย แม้แต่พี่น้องของหนุ่มเองก็ไม่กล้า แม่เขาก็กลัว แต่เรามันกลัวไม่ได้ เพราะเราเป็นพ่อ จะกลัวได้ไง ลูกคนหนึ่งติดคุกอยู่”

“มันก็แย่มากขนาดเราขอประกันไป เที่ยวนี้เที่ยวที่หกที่เจ็ดแล้วมั้งก็ไม่ได้นะ”

“ตกใจ หมดแรงเลย โฮ ข่าวก็ออกมาหราเลย ธันย์ฐวุฒิ โดนตัดสินคดีหมิ่น 13 ปี ตอนนั้นหมดแรงเลย จริงๆ ตอนแรกๆ เราก็อยากให้เขารับสารภาพ บอก เออ ถึงไม่ได้ทำก็รับสารภาพไปเถอะอย่างน้อยมันก็ได้ลดครึ่งนึง”

“อย่าให้ถึง 13 ปีเลย  13 ปี แย่เลย แล้วเราจะอยู่ถึงเหรอ 13 ปี นี่ปีนี้ก็ 74 แล้ว อีก 13 ปี ก็ 80 กว่าคงไม่ไหว อยากจะออกมาเจอลูกก่อน อยากให้ลูกบวช”

ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อ :                              ธันย์ฐวุฒิ  (ขอสงวนนามสกุล)

ที่อยู่ :                            เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร แดน 1

ระยะเวลาที่ถูกคุมขัง :        2  ปี  2 เดือน

ถูกจับกุม :                      1 เมษายน 2553

(ขังตั้งแต่วันจับกุม ยื่นประกันรวม 6-7 ครั้ง ศาลยกคำร้อง)

พิพากษา :                      15 มีนาคม 2554 จำคุก 13 ปี
ฐานความผิด :                  -มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา

-พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

มาตรา 14 (3)

ผู้ใดกระทําความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ (3) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 15

ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทําความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดตาม มาตรา 14

 

ข้อกล่าวหา :                   -เป็นผู้ดูแลระบบ เว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ และ นปช.ยูเอสเอ 2

-มีการโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิด ม. 112  รวม 3 ข้อความ (เป็นไฟล์ภาพ) โดยถูกกล่าวหาว่า “admin” โพสต์เอง 2 ข้อความ ผู้อื่นโพสต์แต่ไม่ลบ 1 ข้อความ

-เหตุเกิด 13 มีนาคม 2553 ซึ่งเป็นวันหลังจาก นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง การสลายการชุมนุมในเดือนถัดๆ มา (เมษายน-พฤษภาคม 2553)

-อ่านรายละเอียดคดีและประเด็นการต่อสู้คดีได้ที่
http://freedom.ilaw.or.th/th/case/19#detail

 

สถานะคดี :                     ยื่นอุทธรณ์ และทนายจำเลยถอดอุทธรณ์ เมื่อเดือนเมษายน 2555 จนถึงปัจจุบัน

ยังไม่มีจากคำสั่งศาลอุทธรณ์ให้คดีเป็นที่สิ้นสุด
สถานภาพก่อนถูกจับ :       หย่าร้าง เลี้ยงดูบุตรชาย 1 คน วัย 10 ปี (ขณะถูกจับ) เพียงลำพัง
อาชีพก่อนถูกจับ :            รับจ้างออกแบบเว็บไซต์

 

หมายเหตุ :                     -ชื่อของธันย์ฐวุฒิ ปรากฏอยู่ใน “ผังล้มเจ้า” ที่จัดทำขึ้นโดย ศอฉ.

                                    -ข้อสังเกตต่อคำพิพากษา

เครือข่ายพลเมืองเน็ต: ข้อสังเกตต่อคำพิพากษาคดีผู้ออกแบบเว็บ นปช.ยูเอสเอ

-ประวัติความคิดทางการเมืองของธันย์ฐวุฒิ

เสียงจากนักโทษคดีหมิ่นฯ: ประวัติชีวิตบนเส้นทางสายแดง “ผิดด้วยหรือที่เลือกยืนฝั่งนี้” (1)

เสียงจากนักโทษคดีหมิ่นฯ: เส้นทาง ‘นักรบไซเบอร์’ และคำถามถึงคนชั้นกลาง (2)

 

ประเทศไทย: คำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

ประเด็น: เสรีภาพในการแสดงออก อิสรภาพทางอินเตอร์เน็ต ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
———————————————————————

เรียน กัลยาณมิตร

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ศาลอาญา กรุงเทพฯ ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1667/2553 โดย น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 น.ส.จีรนุช อายุ 44 ปี เป็นเว็บมาสเตอร์ เว็บไซต์ประชาไท สำนักข่าวอิสระทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข่าวสารที่สำคัญ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นและการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ในช่วงกว่าเจ็ดปีที่ผ่านมาในประเทศไทย ข้อกล่าวหาต่อเธอเกิดขึ้นเนื่องจาก การที่เธอถูกกล่าวหาว่า ไม่สามารถลบข้อความที่หมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากเว็บบอร์ดประชาไทได้เร็วเพียงพอ ศาลมีคำพิพากษาว่า น.ส.จีรนุชมีความผิด หนึ่งกระทง จากสิบกระทงตามข้อกล่าวหา และตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี และปรับ 30,000 บาท แต่เนื่องจากในทาพิจารณาทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุให้ลดโทษจำคุกเหลือเพียงแปดเดือน โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้ และให้ลดค่าปรับเหลือเพียง 20,000 บาท

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission – AHRC) ยินดีต่อข่าวที่ น.ส.จีรนุชจะไม่ต้องถูกจำคุก และยังคงสามารถทำงานที่สำคัญที่ประชาไทต่อไปได้ ทำให้มีพื้นที่สำหรับเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยต่อไป แต่เราก็รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งต่อผลในเชิงคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน เนื่องจากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดในคดีนี้

ตลอดช่วงของคดี เรากังวลต่อการใช้พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่มีเนื้อหากำกวมเพื่อควบคุมเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งไม่เพียงเอาผิดทางอาญาต่อบุคคลที่เขียนหรือส่งข้อความ ภาพ หรือวีดิโอทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังเอาผิดด้วยอัตราโทษเดียวกันกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อย่างเช่นผู้ดูแลเว็บบอร์ด ด้วย ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 บุคคลใดก็อาจถูกจำคุกเป็นเวลาห้าปีได้ถ้าถูกพบว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน…ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ตามมาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้สนองจุดประสงค์ดังกล่าว ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ดังกรณีของน.ส.จีรนุช นั้น ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ในคดีของน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร พนักงานอัยการอ้างว่า เธอน่าจะสามารถลบข้อความที่หมิ่นสถาบันฯ ได้เร็วกว่านี้ และเหตุที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงถือเป็นความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

ประเด็นสำคัญของทั้งฝ่ายอัยการและจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ การกำหนดนิยามว่า การกระทำใดที่ถือเป็นการ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้มีการลบข้อความในเว็บบอร์ดที่เป็นปัญหา ในคำพิพากษาฉบับย่อ ซึ่งมีการนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท ผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้ให้ความเห็นต่อการประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมดังกล่าว โดยในคำพิพากษาศาลมีการระบุว่า จากข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯ 10 ข้อความ จำเลยสามารถลบ 9 ข้อความดังกล่าว ได้ภายในเวลา 1 – 11 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า น.ส.จีรนุชไม่ได้จงใจสนับสนุน หรือยินยอม ให้มีข้อความดังกล่าว ในส่วนของข้อความที่ 10 ที่ค้างอยู่ในระบบเป็นเวลา 20 วัน ก่อนจะถูกลบออก ศาลพิจารณาเห็นว่า เป็น “ความยินยอมโดยปริยาย” ด้วยความเห็นดังกล่าว ศาลจึงตัดสินว่า น.ส.จีรนุชมีความผิดในข้อหาละเมิดต่อพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

ในส่วนของ Google มีการออกแถลงการณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 โดยระบุว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นภัยคุกคามต่อสื่ออินเตอร์เน็ตเสรีและเปิดเผยในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีการกำหนด “หลักเกณฑ์อย่างโปร่งใสในการจำแนก และให้แนวทางปฏิบัติต่อเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย” แม้ว่า ระบบกฎหมายไทยจะไม่มีลักษณะยึดตามบรรทัดฐานคำตัดสิน แต่คำพิพากษาในครั้งนี้ทำให้น่าจะเริ่มมีกระบวนการจัดทำเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้นของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ หากพิจารณาจากคำตัดสินของศาล ถือได้ว่า การลบข้อความที่หมิ่นเหม่ภายในระยะเวลาไม่เกิน 11 วัน เป็นการกระทำที่ยอมรับได้และชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเป็นระยะเวลา 20 วัน ถือว่า ไม่อาจยอมรับได้และเป็นความผิดทางอาญา แต่ในขณะเดียวกันคำตัดสินของศาลครั้งนี้ ก็ชี้ให้เห็นความไม่ชัดเจนของการจำแนกประเภทการกระทำว่าเป็น “ความยินยอมโดยปริยาย” แม้ว่า เนื้อหาของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะกล่าวถึงการจงใจสนับสนุนและความยินยอม แต่การที่ศาลจำแนกว่า มี “ความยินยอมโดยปริยาย” สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าความยินยอมจะเป็นการกระทำโดยเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ดี ย่อมไม่ถือเป็นสาระสำคัญตามหลักกฎหมายดังกล่าว

นอกจากนี้ ในคำพิพากษาฉบับย่อได้กล่าวถึงประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งตาม ข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี กำหนดว่า

“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่น ตามที่ตนเลือก
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อ
(ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
(ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน”

แม้ว่า ศาลจะไม่ระบุถึงข้อ 19 ของกติกาฯ ข้างต้นเลย แต่ในคำพิพากษาฉบับย่อ มีประเด็นเกี่ยวข้องกับ ข้อ (3) (ข) ดังนี้

“ศาลก็ยอมรับว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสะท้อนถึง ธรรมาภิบาล และความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศหรือองค์กรนั้นๆ การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั้งด้านบวกและด้านลบแล้ว ย่อมเป็นโอกาสในการนำไปปรับปรุงประเทศ องค์กร และตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจำเลยเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จำเลยเป็นผู้ให้บริการ และอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อคิดเห็นหรือข้อมูล ที่อาจกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศรวมทั้งเสรีภาพของผู้อื่นที่ต้องเคารพเช่นกัน (เมื่อปรากฏว่า มีการนำข้อคิดเห็นที่หมิ่นเหม่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย) จำเลยจึงมิอาจอ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว เพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้”

แม้ว่า คำพิพากษาข้างต้นจะไม่มีสิ่งใดคลุมเครือ แต่บรรดาผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการ ผู้ให้บริการ และบุคคลอื่นใด ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ มาตรา 15 ของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะต้องเฝ้าระวังกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติที่เกิดจาก ข้อเขียน ความเห็นที่ส่งเข้ามา หรือการใช้บริการของตนของบุคคลใดก็ตาม สิ่งที่ยังคงไม่ชัดเจน ได้แก่ การกำหนดวิธีการโดยละเอียด เพื่อจำแนกว่า ข้อความใดในเว็บบอร์ดประชาไท เป็นภัยคุกคาม ต่อความมั่นคงแห่งชาติ หรืออิสรภาพของบุคคลอื่น ช่องว่างที่ยังคงไม่มีการอธิบายดังกล่าว ส่งผลให้การควบคุม จำกัด เสรีภาพในการแสดงออก และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นได้ต่อไป ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ศาลจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของความมั่นคงแห่งชาติ และภัยคุกคามที่เกี่ยวข้อง

ตามข้อเท็จจริงข้างต้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องรัฐบาลไทย ให้อธิบายคำพิพากษาของศาล และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อพิจารณาถึงพันธกรณีที่มี ตามข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อเสรีภาพ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอแสดงความยินดีต่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร และเว็บไซต์ประชาไท สำหรับโอกาสที่จะทำงานต่อไปเพื่อสนับสนุนการได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ในประเทศไทย ข้อกล่าวหาล่าสุด และบทลงโทษ ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นว่า งานของพวกเขามีความจำเป็นมากยิ่งกว่ายุคใด ๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู:
คำพิพากษาฉบับย่อ: เปิดคำพิพากษาฉบับย่อ ผอ.ประชาไท: มาตรฐาน ตัวกลาง-เสรีภาพ-ความมั่นคง
เว็บเพจของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ว่าด้วย กรณีน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร: http://www.humanrights.asia/campaigns/chiranuch-prachatai)

# # #

เกี่ยวกับ AHRC: คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิภาคที่ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชีย จัดทำข้อมูลการละเมิดสิทธิ และรณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรมและสถาบันเพื่อประกันการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเหล่านี้ คณะกรรมาธิการมีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฮ่องกงและก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2527

“ประวิตร โรจนพฤกษ์” นักข่าวอาวุโสเนชั่น ถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา 112

Matichon: วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1337859983&grpid=03&catid=&subcatid=

 

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น และคอลัมนิสต์เว็บไซต์ประชาไท เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่ีวนตัวว่า ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ จากบทความที่เขียนในเว็บไซต์ประชาไทจำนวน 7 ชิ้น พร้อมระบุว่าผู้ฟ้องคือผู้ใช้นามแฝงในเว็บไซต์ประชาไทชื่อว่า “iPad” หรือมีชื่อจริงว่านายวิพุธ สุขประเสริฐ

สำหรับนายวิพุธ เป็นแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีประวัติเป็นโจทก์ฟ้องร้องผู้อื่นในคดีมาตรา 112 มาแล้ว โดยมักยื่นฟ้องที่ สภ.ร้อยเอ็ด และจะนำเอกสารมาโพสต์ในเว็บไซต์เพื่อข่มขู่ผู้ที่ถูกฟ้อง ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนก็รับเรื่องไว้ดำเนินการต่อ

นายประวิตร ยังกล่าวในทวิตเตอร์วันนี้ด้วยว่า ถ้าหากติดคุกด้วยมาตรา 112 ขอให้ผู้อื่นช่วยต่อสู้เพื่อเสรีภาพด้วย

ด้านเว็บไซต์ประชาไทรายงานความคืบหน้าในสำนวนคดีว่า ร.ต.ท. เมธี ศรีวันนา พนักงานสอบสวน (สบ1) สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์มายังกองบรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน และไอพีแอดเดรส ทางประชาไทยังไม่ติดต่อกลับไป

อย่างไรก็ตาม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทย แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่นายประวิตร ว่าตำรวจสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้เขียนมายังกองบรรณาธิการ

ทั้งนี้ ทางตำรวจ ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายประวิตร แต่อย่างใด

สำหรับสภ. เมืองรอยเอ็ด กำลังเป็นสถานีตำรวจที่น่าจับตาในแง่สถิติการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งที่ผ่านมา นายวิพุธ สุขประเสริฐ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เขียนบทความและผู้แสดงความเห็นในเว็บไซต์ประชาไทไปแล้วทั้งสิ้น 15 ราย รวมบรรณาธิการและผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท

พ.ต.ท.สุคิด เพ็ชรโยธา พนักงานสอบสวน สบ.3 เจ้าของคดี ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือนามปากกา “I Pad” ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือนามปากกา นักปรัชญาชายขอบ เคยให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ในทางปฏิบัติ กระบวนการของตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าว โทษด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ความเห็นของพนักงานสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งไปให้ ตร.ภูธรภาค และ ตร.ส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ แม้ สภ.ที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องส่งให้พิจารณาเช่นกัน

พ.ต.ท.สุคิดให้ความเห็นกรณีที่มีการฟ้องร้องที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมากว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกคดี หากไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจึงเป็นผู้ใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นสืบสวนสอบสวน หากเห็นว่ากรณีใดไม่เข้าลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เลย และได้รับความเห็นจาก ตร.ภาคและตร.ส่วนกลางแล้ว ก็จะไม่ดำเนินการต่อ จากการณีของนายวิพุธที่ร้องบุคคลจำนวน 5 รายในการร้องทุกข์คราวเดียวกับสุรพศ แต่ตำรวจสอบแล้วมีมูลเพียง 2 ราย

พ.ต.ท.สุคิดระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกกรณี แต่หากกรณีใดไม่เป็นข้อเท็จจริง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องแล้ว ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่มีมูลก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกลับได้ในฐานแจ้งความเท็จ

ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ได้สอบถามกรณีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สภ.เมืองร้อยเอ็ดจำนวนมากกว่า ปกติ พ.ต.ท.สุคิดรับว่าจากปี 2553 เป็นต้นมา มีการร้องทุกข์มากจริงและมีสถิติสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ด้วยกัน

 

 

 

โดย เชตวัน เตือประโคน

Matichon: 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1337489269&grpid=01&catid=&subcatid=

 

“7 ปีที่มีประชาไท” คือชื่อหัวข้อของกิจกรรมที่จะมีขึ้น ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

แต่เหนืออื่นใด มากกว่ารูปแบบของงานที่จะจัดขึ้นทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือผลงานที่เว็บไชต์ข่าวซึ่งมีชื่อว่า “”ประชาไท”” นำเสนอ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายมาให้ผู้อ่านได้ขบคิด โดยเฉพาะ “ข่าวที่ไม่เป็นข่าว” หรือที่สื่อกระแสหลักทั่วไปมองข้าม

และโดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ “เหลือง-แดง-น้ำเงิน-หลากสี” เป็นต้น

เว็บไซต์ข่าวแห่งนี้เป็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ยิ่งในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ “นปช.” หรือ “คนเสื้อแดง เมื่อช่วงปี 2553 กระทั่งถูกบางฝ่ายออกมาระบุว่าเป็น “สื่อเสื้อแดง”

ทั้งที่โดยความตั้งใจของคนทำงานแล้ว ธงที่ตั้งไว้คือต้องการนำเสนอเรื่องราวจากมุมเล็กๆ ของผู้ที่มาชุมนุม และเมื่อมีการสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ก็ต้องการสะท้อนเรื่องนี้ออกมาให้สังคมได้รับรู้ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และในฐานะสื่อมวลชนเพื่อการสื่อสารมีความสมดุลมากขึ้น ในห้วงเวลาที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่เลี่ยงนำเสนอเรื่องทำนองนี้

การเกาะติดสถานการณ์ชนิดไม่ปล่อยของเว็บไซต์ “ประชาไท” นี่เองที่ทำให้ “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ “ศอฉ.” สั่งปิดเว็บไซต์ แต่เหมือนยิ่งปิด คนก็ยิ่งอยากรู้ และเว็บข่าวประชาไทก็ฟื้นตัวเองขึ้นมาได้อีกเรื่อยๆ โดยในวันนี้ ดำรงตนอยู่ที่ http://www.prachatai3.info

“จีรนุช เปรมชัยพร” คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ ประชาไท หยัดยืนมาได้กระทั่งวันนี้

ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท

เกิดเมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2501 เรียนจบปริญญาตรีด้านสิ่งพิมพ์ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นออกมาทำงานด้านนิตยสารอยู่พักใหญ่ ก่อนจะก้าวมาเป็นคนทำงานด้านสังคมเต็มตัว ด้วยการทำงานอยู่กับองค์กรพัฒนาเอกชน เป็น “เอ็นจีโอ” ยาวนานถึง 13 ปี

ก่อนที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าว “ประชาไท”

ด้วยบทบาทที่เธอทำมาตลอดหลายปี ทำให้ได้รับรางวัล The Courage in Journalism Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women Media Foundation (มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ) ขณะที่ตัวเธอยังตกอยู่ในฐานะจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องระบุว่า ในเว็บไซต์ประชาไทมีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

ไม่นานมานี้ จีรนุชได้รับยกย่องจากนิตยสารนิวส์วีค จัดอันดับ 150 ผู้หญิงกล้าหาญของโลก (Fearless women) มีคนไทย 2 คน ได้รับยกย่อง คือ จีรนุช และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย เทียบชั้นกับอีก 150 รายชื่อ ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา อาทิ ฮิลลารี คลินตัน, เมอรีล สตรีป, แองเจลินา โจลี, เลดี้ กาก้า, โอปราห์ วินฟรีย์, จิล อับรามสัน ฯลฯ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี ประชาไท ซึ่งจะมีงานในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซ.ทองหล่อ เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี พฤษภาเลือด 2553 ซึ่งเว็บไซต์ “ประชาไท” นับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งนำเสนอเหตุการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง และยาวนานมากที่สุด

“ขอพูดคุยกับ “จีรนุช เปรมชัยพร” ในเรื่องเกี่ยวกับแวดวงสื่อมวลชน และบทบาทของประชาไทที่เธอดูแลในช่วงที่ผ่านมา”

– จุดเริ่มต้นในการก่อตั้งประชาไท?

เป็นเรื่องของการที่สื่อไทยขณะนั้นอาจจะไม่สามารถทำงานได้เป็นอิสระ คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ขึ้นมา รวมทั้งสถานการณ์ในภาคใต้ที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าสื่อมวลชนอาจจะมีปัญหานี้ มีการแทรกแซงในหลายกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่ากรณีการที่ผู้บริหารสื่อถูกตรวจสอบภาษี การตัดงบโฆษณาอันมาจากภาคทุน รวมถึงเรื่องการกดดันทางการเมืองต่างๆ ประชาไทจึงเกิดขึ้น จากกลุ่มคนที่ทำงานด้านสังคมเป็นหลัก อาจจะมีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน มีสื่อมวลชน มีวุฒิสมาชิก ทุกคนล้วนสนใจประเด็นสังคม

เราตั้งใจจะเป็นตัวเลือกในสังคม ที่พยายามทำหน้าที่โดยอิสระ ปราศจากการแทรกแทรงต่างๆ เราไม่ทำงานแข่งกับสื่อใหญ่ แต่คิดทำงานที่สื่อใหญ่ไม่ทำ อันเนื่องมาจากไม่เห็นประเด็นนั้น เช่น ไม่ใช่เรื่องที่คนสนใจ ไม่ใช่เรื่องที่ขายได้แบบสื่อกระแสหลัก เป็นต้น

– เช่นเรื่องของคนเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง?

ใช่ แล้วเป็นพื้นที่ให้กับเสียงที่ไม่ค่อยถูกได้ยิน เช่น เสียงของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี เสียงของคนที่เป็นเพศทางเลือก หรือว่าเสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจากบริษัทใหญ่ๆ หรือจากนโยบายของรัฐ เรื่องราวของเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ อาจเป็นคนรับผลกระทบ พยายามทำเนื้อหาที่คิดว่าขาดหายไปในสังคม

ประชาไทจะไม่สนใจเรื่องของคนดัง คนที่มีฐานอำนาจ เพราะเราคิดว่าคนเหล่านี้มีที่ทางในการนำเสนอแนวคิด นำเสนอข้อมูลของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงพยายามใช้ทรัพยากรของเราลงไป กับการเอาเสียงของคนที่ไม่ได้มีอำนาจมานำเสนอมากกว่า

– ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อมวลชน?

ว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ พัฒนาการสื่อมวลชนในสังคมโลกเขยิบไป ทัศนคติของสื่อสารมวลชนของสังคมไทยจำนวนหนึ่งอาจจะยังติดอยู่กับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างการเป็นผู้คุมอำนาจข่าวสารแบบเดิมๆ ซึ่งจริงๆ สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ภูมิทัศน์ทางการสื่อสารมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ด้วยอาจวิธีคิดนั้น เขาอาจจะมองว่าประชาไทไม่เป็นมืออาชีพ ในขณะที่สำหรับเราก็อาจจะมองว่า ความเป็นมืออาชีพ มันอาจจะต้องวัดที่การตอบบางเรื่องมากกว่า มันไม่ได้มีกฎเกณฑ์แข็งๆ ตายตัวแบบที่มักจะพูดกัน หรือสังกัดของสมาคมสื่อ

– ดูแลความเห็นต่อท้ายข่าวของผู้อ่านอย่างไร?

ทีแรกไม่ได้คุมอะไรเท่าไหร่ ปัญหาหนักๆ มาเริ่มเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อยๆ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นจากเดิมไม่ได้มีใครออกมาบอกว่าฉันเป็นข้างนี้ แสดงความเห็นอย่างนี้ เริ่มมีลักษณะว่า โอเค.. ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันเชื่อแบบนี้ แต่ก่อนอาจเป็นเรื่องว่าเรารู้สึกว่าไม่ได้มีสีข้างใดๆ ปฏิกิริยาต่อเรื่องหนึ่งๆ ก็เป็นตามธรรมชาติ ไม่ได้คิดว่าเรื่องนั้นจะไปเป็นแนวร่วมมุมกลับให้กับใคร แต่ตอนหลังคนอาจจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ฝักฝ่ายนี้ เพราะฉะนั้น การแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็ตามก็จะเป็นไปในการสนับสนุนฝักฝ่ายนี้ หรือเป็นไปเพื่อลดทอน หรือว่าโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ก็เลยทำให้ลักษณะความคิดเห็น มันแรงขึ้นและเยอะขึ้น เราก็ต้องพัฒนาระบบในการดูแล

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มีระบบแบบต้องคัดกรองก่อน แต่ก็พยายาม ที่จะมีระบบการติดตาม ตรวจสอบอ่าน แล้วพบว่าข้อความไหนที่เข้าข่ายละเมิดคนอื่น ละเมิดกฎหมาย

– จากม็อบพันธมิตร ถึงรัฐประหาร ถึงม็อบเสื้อแดง ประชาไทเปลี่ยนไปเยอะมั้ย?

เป็นพัฒนาการ ถามว่าเริ่มต้นจากปี 2547 ที่เราทำเว็บไซต์ นั่งนับตัวเลขคนอ่านเลยว่ามีเท่าไหร่ ก็จะตื่นเต้น ตอนนั้นจะมีกรอบวิธีคิดว่าต้องเขียนข่าวแบบนี้ มีฟอร์มของการทำงานตามสื่อสิ่งพิมพ์มาครอบ จนค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เรียนรู้ ก็ปรับตัว รู้ว่าการทำงานไม่ได้เป็นเรื่องกองทัพบกเท่านั้น แต่เราจะดึงคนในสังคมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร และสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญ เป็นทรัพยากรสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาประชาไท ไม่ใช่เฉพาะทีมงานประชาไท ยังมีเครือข่ายนักวิชาการ เราเริ่มต้นจาก ถ้าพื้นที่ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ ก็ควรจะเป็นประโยชน์กับเสียงที่ถูกละเลย เพราะฉะนั้น มันก็ค่อยๆ เกิดกลุ่มคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ประชาไท นำเสนอแนวคิดเขา

ตั้งแต่พันธมิตร ที่เริ่มทำให้ประชาไทโดดเด่นเข้ามาในเรื่องข่าวการเมือง คิดว่าเป็นเรื่องของประเด็นมาตรา 7 ก่อนหน้านั้นรายงานความเคลื่อนไหวเหมือนสื่อทั่วไป แต่พอมีประเด็นนี้ ซึ่งไม่ค่อยมีพื้นที่สื่อหลายที่นัก เราเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการได้นำเสนอเรื่องนี้ คนเหล่านี้เองที่สร้างประชาไท

– ทำงานอย่างไรช่วงนำเสนอข่าวสารความขัดแย้ง?

เราก็โดนเรียกว่าแดงนะ (ยิ้ม) แต่เราทำงานโดยที่ไม่ได้วางตัวในแง่ว่าเป็นเหลืองหรือแดง พยายามคอยมองหาช่อง ว่าเรื่องแบบไหนที่ยังมีช่องว่าง วาระที่ถูกละเลยไปต่างหากคือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ อันหนึ่งที่ทำให้เราถูกมอง หรือเรียกว่าเป็นสื่อแดง อาจจะมาจากด้วยวิธีวิเคราะห์แบบหนึ่งของเราก็ได้ ว่าการที่ประชาไทนำเสนอเรื่องราวการเคลื่อนไหว การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ในลักษณะที่ลงไปสัมภาษณ์หรือพูดคุย กับคนที่มาชุมนุมมาเคลื่อนไหวอยู่ค่อนข้างเยอะ

ถามว่าทำไมต้องทำเยอะ ส่วนหนึ่งเราก็มองว่า เรื่องราวของกลุ่มเสื้อแดงที่ถูกนำเสนอในสื่อทั่วไป มันเป็นเรื่องของการประกาศบนเวที เป็นเรื่องของผู้นำ แต่ไม่ได้เห็นตัวผู้ชุมนุม ไม่ได้เห็นคนชุมนุม เขามีความต้องการอะไร มีแรงจูงใจอะไรในการมา เขาเป็นใคร ทำไมมาชุมนุมแบบนี้ ถูกซื้อ ไม่ถูกซื้ออย่างไร คิดว่าต้องเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของคนที่ตั้งใจจะมาแบบนี้ แล้วพอทำแบบนี้ คนก็อาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องของการเป็นสื่อแดง

– การที่ถูกมองว่าเป็นแดง ทำให้ทำงานยากขึ้นไหม?

มันก็ยากตั้งแต่การที่เราถูกมองว่าเป็นนักข่าวนอกกระแส เราไม่ได้อยู่ในสมาคมสื่ออะไร ซึ่งช่วงที่มีความขัดแย้งหนักๆ ก็ยอมรับว่าทำให้มีความไม่มั่นใจบ้าง อย่างเมื่อต้องลงไปในพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร แต่เราก็ยังส่งนักข่าวไป เพียงแต่ต้องทำงานอย่างระวัง ไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นนักข่าวประชาไท ต้องใช้ความระแวดระวัง (ยิ้ม) ใช้ไหวพริบปฏิภาณมากพอสมควร หรือถ้าประเมินแล้วเสี่ยงเกินไป ก็อาจต้องลองดูว่า เราจะมีวิธีการได้ข่าวสารนั้นๆ ในช่องทางแบบอื่นอย่างไรได้บ้าง เช่น อาจต้องติดตามรับฟังจากการถ่ายทอดของเขา แล้วดูว่ามีประเด็นอะไรที่เป็นนัยสำคัญ

ถ้าบอกว่าสังคมไทยมีขั้วขัดแย้งแดงเหลือง ก็ต้องบอกว่าประชาไทมีเรื่องราวทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ว่าเรื่องที่ลงไปยังสนามแล้วนำเสนอก็คือเราพยามยามถ่วงดุลกับสิ่งที่หายไปในสื่อโดยภาพรวมด้วย

– การรายงานข่าวตรงไปตรงมาเคยถูกคุกคามไหม?

ไม่นะ…แต่ก็มีบางเรื่อง แต่ตัวเองมองผ่านไปแล้วคิดว่าไม่ใช่การคุกคามอะไร เพียงแต่ว่าอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องตามกระบวนการเท่าไหร่นัก เช่น อยู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบไปที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านที่เราอยู่อาศัย แต่เราไม่ได้มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น และก็เหมือนกับจะเชิญตัวเราไปให้พบกับเจ้านายหรือหัวหน้าของเขา โดยไม่มีหมายเรียก ไม่มีการแจ้งเหตุ สำหรับเราเอง ทีแรกจะไม่ไป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ที่จะใช้กระบวนการแบบนี้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้วิธีคิดว่า ประเมินดูแล้วถ้าคิดว่า ไม่ได้เสี่ยงอะไรก็ลองไป เขาอยากรู้จักเรา เราก็ไปคุยให้รู้จักเท่านั้นเอง แล้วเราก้ไม่ได้ไปแบบบุ่มบ่ามมุทะลุ

พอไปถึงก็คุยกันดี เล่าให้ฟังว่าประชาไทคืออะไร ไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงอะไร เราไม่ได้เป็นขบวนการอะไรแบบที่มีการกล่าวหากันแบบลอยๆ แบบนั้น ก็เผชิญหน้า คุยกัน แล้วก็จบลงด้วยดี เพียงแต่ว่าตัวเองก็รู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้น มองว่าคุกคามก็ได้ แต่เรามองว่าไม่เป็นไร ไม่นับ แค่ว่ามองว่าเขาไม่รู้จักเรา อยากรู้จักเรา ใช้วิธีพิเศษในการรู้จักนิดหน่อย เราก็ไป เราก็ต่อรองได้ขอดูบัตรตำรวจ ขับรถไปเอง ไปกับเพื่อน

– มองสื่อเลือกข้างที่มีอยู่มากมายทุกวันนี้อย่างไร?

คิดว่าเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม โดยความเชื่อพื้นฐานอันหนึ่ง ในฐานะนักศึกษาที่เรียนจบด้านวารสารศาสตร์ วิธีคิดเรื่องหลักเกณฑ์เรื่องความเป็นกลาง คิดว่ามีปัญหามาตั้งแต่อดีตและจนถึงปัจจุบัน การที่พยายามจะมีการอ้างเรื่องความเป็นกลาง แล้วก็ไปลดทอนคุณค่าของสื่อบางสื่อที่เขาตั้งขึ้นและประกาศจุดยืนของเขา เป็นเรื่องที่อาจจะไม่แฟร์เท่าไหร่นัก

การมีสื่อที่หลากหลาย และสื่อแต่ละสื่อประกาศตัวเองให้ชัดว่ามีจุดยืนแบบไหน เหมือนเป็นการประกาศให้คนอ่านได้เท่าทัน เป็นการเรียนรู้ เรื่องการเท่าทันสื่อของคน แล้วคนจะได้รู้ว่า โอเค…การอ่านจากสื่อนี้มีความโน้มเอียงแบบนี้นะ หากเราอยากจะอ่านสื่ออย่างรอบด้านและสมดุล อาจจะต้องอ่านจากสื่อที่มีจุดยืนแบบอื่นๆ ด้วย เพื่อที่จะไม่ปิดตาตัวเองไว้ข้างหนึ่ง คิดว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นธรรมกับคนอ่านมากกว่า เป็นความรับผิดชอบต่อคนอ่าน

แต่ว่าความรับผิดชอบที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นสื่อสีไหน ความคิด ความเชื่อทางการเมืองแบบไหนก็ตาม การทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด ในแง่ของการทำงานข่าว ก็ยังมองว่า ไม่ควรจะทำให้สังคมต้องสับสนระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับความคิดเห็น คือทุกวันนี้มันมีส่วนที่เป็นการผสมปนเปกัน สิ่งเหล่านี้ต้องเอาให้ชัด และก็ต้องไม่บิดเบือน คุณอาจจะมีทรรศนะแบบนี้ แล้วพูดแบบนี้ แล้วก็ชี้ให้เห็นว่านี่คือทรรศนะ

“อย่างไรก็ตาม ต้องอยู่บนฐานของความเป็นจริง และความถูกต้องของข้อมูล”

%d bloggers like this: