FACTivism: Pravit’s seven on Prachatai. Decide for yourself!

May 25, 2012

[CJ Hinke of FACT comments: If anyone thinks the accusations against one of Thailand’s only free journalists are justified, we are reposting all seven articles below in their entirety should the authorities succeed in pressuring Prachatai to remove them so you can read them and decide for yourself. Now available as a PDF: Pravit’s seven.pdf.

It’s over time to fight the police-state mentality over our Constitutionally protected free speech. If govt censors there, the same will show up in multiples elsewhere. We’re tired of bending over with no Vaseline.

Robert F. Kennedy once said, “It is from numberless diverse acts of courage and belief that human history is shaped.” Pravit is not only our friend and ally but one of FACT’s founding signers and he remains one of only a handful of journalists to sign FACT’s petition against all censorship. Robert Kennedy was talking about Pravit Rojanaphruk.

As for LM hunter Wiput Sukprasert: He’s just another satisfied Prachatai reader! He got what he came for. Thanks for all the free publicity! We can only hope you get yours. People like iPad abuse our legal system not to protect the monarchy but to feed their sick egos.]

01-ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม

Sun, 2010-12-05 22:17

ประวิตร โรจนพฤกษ์

http://prachatai.com/journal/2010/12/32178

1. สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม มันคือคุก

2. รัฐเซ็นเซอร์หลายสิ่งหลายอย่างเพราะกลัว

กลัวว่าประชาชนจะมีวุฒิภาวะมากกว่าผู้ปกครองที่มองพลเมืองเป็นเพียงเด็ก

เป็นลูกที่ไม่มีวันโต และไม่จำเป็นต้องโต

หรือมิเช่นนั้นก็มองเป็นผู้ต้องถูกเอาเปรียบที่อาจลุกฮือ

หากเข้าใจความจริงบางอย่าง และตาสว่างขึ้นมา

3. ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่มีกี่คนต้องติดคุกเพราะความจริง

4. คนไทยเป็นไทเพียงแค่ชื่อ ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจว่า ความเป็น “ไท” คืออะไร

5. บางคนเซ็นเซอร์ผู้อื่น เพราะรู้สึกไม่มั่นคง เพราะไม่แน่ใจว่า

สิ่งที่ครอบงำประชาชน จะยังคงมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่

6. ถึงคราบางคน “ปลดรูป”

บางคนบอกไม่เคย “แขวนรูป”

รูปที่ไม่เคยแขวน บูชา ไม่จำเป็นต้องปลดลงมา

วิถีประชาธิปไตยไม่ควรบูชาใคร ไม่ว่ารูปทักษิณ หรือรูปผู้พิสดารใด

7. จะบูชาใคร ไปใยทำไมกัน ในเมื่อทุกคนก็คนเหมือนกัน

8. นี้หรือสังคมไทย สังคมที่อวดอ้าง ว่าเป็นดีเสรีหนักหนา

ดีจนความจริงหลายประการ ถูกทำให้เป็นสิ่งที่พูดเขียนไม่ได้ เป็นอาชญากรรม

ต้องโทษร้าย ยิ่งกว่าฆ่าคนตาย

9. คุณกล่าวหาว่าเขาไม่เป็น “ไทย”

คุณทำอย่างกับว่า ความเป็นไทยเป็นของพวกคุณเพียงกลุ่มเดียวในสังคม

10. ยิ่งคุณเซ็นเซอร์เขา เขาก็ยิ่งเกลียดคุณ

11. การเซ็นเซอร์ย่อมไม่ระงับด้วยการเซ็นเซอร์

12. การยัดเยียดข้อมูลเพียงด้านเดียว ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมและอ่อนแอแก่สังคม

13. เขียนจดหมายถึงฟ้า มันก็หาว่าจาบจ้วง

พอจะจัดทอล์กโชว์ มันก็บอกว่าวันนี้ไม่เหมาะ

พอนายพลใหญ่บอกใครวิพากษ์กษัตริย์ต้องถูกจับ พวกมันกลับแซ่ซ้องสรรเสริญ

เขียนระบายในส้วมปั้มน้ำมันก็อาจทำให้เจ้าของต้องติดคุกได้

ระบายลงเน็ตก็ยังถูกไล่ล่าดั่งแม่มด

หรือพวกคุณจะให้ผมคิดว่า นี้คือสังคมในอุดมคติ

สังคมที่ผู้คนต่างต้องคิด เขียน และพูดเหมือนกันไปหมด พร้อมตะโกนโห่ร้องว่า

“ทรงพระเจริญ!”

“ทรงพระเจริญ!”

“ทรงพระเจริญ!”

14. คนไทยจำนวนหนึ่งต้องติดคุกเพราะวิพากษ์สถาบัน

วันที่ 5 ธันวา วันที่คนจำนวนมากเฉลิมฉลองเทิดทูนกษัตริย์

ว่าพร้อมซึ่งทศพิธราชธรรม

ผมกลับนึกถึงคนที่ต้องติดอยู่ในคุกเหล่านั้น

ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักพวกเขาด้วยซ้ำไป

02-ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมยากล่อมประสาท

Thu, 2011-04-21 23:41

ประวิตร โรจนพฤกษ์

http://prachatai.com/journal/2011/04/34170

1. สังคมที่ชนชั้นนำผูกขาดอำนาจมักใช้ยากล่อมประสาททางการเมืองเป็นเครื่องมือในการปกครอง

2. ราษฎรจำนวนมิน้อยโดนยากล่อมประสาทเข้าไปเกินขนาด จนจำไม่ได้ว่า ตัวเองนั้นเป็นใคร จำไม่ได้แม้กระทั่งว่า ใครคือผู้เอารัดเอาเปรียบและกดขี่

3. ไม่มีอะไรมีประสิทธิภาพเท่ากับยากล่อมประสาททางการเมือง เพราะมันสามารถทำให้ผู้คนยินดีปรีดากับการกดขี่เอารัดเอาเปรียบ บางคนโดนยากล่อมจนรู้สึกปลื้มกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนไม่มี หรือทำให้ไม่เคยคิดว่าสิทธิที่ตนพึงมีนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง รวมทั้งไม่ตระหนักว่า ปัญหาที่แท้จริงของสังคมคืออะไร เกิดอาการใช้ตรรกะไม่เป็นเรื้อรัง เกิดผลกระทบในการใช้ตรรกะจนพิการอย่างประเมินราคาค่าเสียหายต่อบุคคลเหล่า นั้นและสังคมโดยรวมอย่างประเมินค่ามิได้ แถมบางคนเกิดอาการคลั่งและติดยางอมแงม ต้องเสพยากล่อมเป็นระยะๆ ทุกวัน

4. แต่พวกดื้อยามักชอบซุบซิบนินทา ปล่อยข่าวลือ และเม้าท์กระจาย พวกที่ดื้อยา ยิ่งถูกอัดยากล่อมประสาททางการเมืองมากขึ้นเท่าไหร่ กลับยิ่งมีปฏิกิริยาต้านยา จนต้องมีการออกกฎลงความเห็น วินิจฉัย “พิพากษา” ว่าผู้ที่ดื้อยาและไม่ยอมเก็บอาการดื้อยาของตนให้มิดชิดจากสายตาสาธารณะ คือ “ผู้ป่วย” ต้องถูกนำส่งไปขังประจำใน “โรงพยาบาลบ้าทางการเมือง” เป็นเวลาตั้งแต่หลายเดือนจนถึงหลายปี ภายใต้ “กฎหมาย” จนกว่าจะ “รักษาหาย” หรือไม่ก็จนกว่า “ผู้ป่วย” จะเลิกแสดงอาการดื้อยาในที่สาธารณะอีกเป็นอันขาด (ในขณะเดียวกัน พวกที่พูดไม่ได้เพราะกลัวถูกจับเข้า “โรงพยาบาลบ้าทางการเมือง” กลับรู้สึกเกลียดชัง เก็บกดมากขึ้นเรื่อยๆ )

5. สื่อมวลชนกระแสหลักที่มักไม่รายงานข่าวหรืออธิบายว่า ทำไมระยะหลังจึงมีคนดื้อยากล่อมประสาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กลับไม่สนใจ (เพราะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงสร้างสังคมยากล่อม ประสาทในปัจจุบัน) แถมกลับอัดฉีดยากล่อมประสาททางการเมืองให้สาธารณะมากขึ้นๆ จนกระทั่งผู้คนเกิดอาการดื้อยาและสงสัยมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเขาสงสัยว่า ยานี้ดีจริงหรือ

6. จนเกิดข่าวลือ เรื่องเล่าขานซุบซิบนินทาและปรากฎมี “ผู้ป่วย” มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากอาการปฏิเสธยาอย่างรุนแรง จนโรงพยาบาลแทบไม่มีห้องว่าง

แต่แท้จริงแล้ว
ในสังคมนี้
ใครกันแน่ที่ “ป่วย”?

ผู้ถูกยัดเยียดยา หรือผู้ให้ยากล่อมประสาทที่ไม่ยอมให้ประชาชนตั้งคำถามต่อสรรพคุณของยาในที่สาธารณะ?

7. และหากคนส่วนใหญ่ที่คิดว่า คนส่วนน้อย “ป่วย” กลับคิดผิด นั่นก็อาจแปลว่า สังคมนี้ คนส่วนใหญ่ต่างหากที่ “ป่วย” เสียเองใช่หรือไม่

8. หากเป็นเช่นนั้น ประเทศนี้ก็อาจไม่ต่างจากโรงพยาบาลบ้าขนาดมหึมา ที่ผู้คนส่วนใหญ่เลือกกินยากล่อมประสาททางการเมืองจนป่วย และไม่กล้าเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริง ไม่กล้าแม้แต่จะตั้งคำถามว่า การใช้ยากล่อมประสาทนั้นอันตรายและมีผลข้างเคียงอย่างไร พวกเขากลับเอานิ้วอุดหูและกล่าวซ้ำๆ ว่า ยานี้ดีประเสริฐแท้

9. จนอาจทำให้สังคมยากล่อมประสาทล่มสลายได้

03-ประวิตร โรจนพฤกษ์: ปัญหาความดีของคนดี

Fri, 2011-07-01 13:44

ประวิตร โรจนพฤกษ์

http://prachatai.com/journal/2011/07/35792

“คนดี” “คนดี” “คนดี” – ท่องเอาไว้นะเพราะ ผบ.ทบ.ก็บอกให้เลือก “คนดี” ในวันเลือกตั้งอาทิตย์ที่ 3 ก.ค.นี้ (รวมถึงเลือก “คนดี” สำหรับโอกาสอื่นๆ ในวันธรรมดา)

ดูเหมือนสังคมไทยจะยึดติดกับ “คนดี” จนคนจำนวนมิน้อยเชื่อว่านี่แหละคือคำตอบของสังคมไทย อย่างไรก็ตาม คนที่เชื่อในความดีของ “คนดี” ควรจะถามต่อว่าคนดีเหล่านี้เป็นคนดีของใคร ดีอย่างไร และจำกัดความอย่างไร เพราะความเชื่อที่ว่ามีคนดีที่เป็นสากลไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือผู้คนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ มักละเลยความเป็นจริงที่ว่าสังคมย่อมมีอุดมการณ์ทางการเมืองและสังคมอันหลาก หลายต่อสู้กัน รวมถึงกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และชนชั้นต่างๆ ซึ่งแม้แต่ภายในชนชั้นเดียวกันอย่างชนชั้นกลางก็มีความหลากหลาย และสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการจำกัดความคำว่า “คนดี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เราลองมาพิจารณาดู “คนดี” เหล่านี้

“คนดี” คนที่ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็น “คนดี” ในสายตาของแฟนและผู้สนับสนุนพรรค ถึงแม้รัฐบาลประชาธิปัตย์จะตั้งขึ้นในค่ายทหาร ในปี 51 โดยส่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปคุยกับฝ่ายอื่นที่บ้านพรรคของ ผบ.ทบ.ตอนนั้น ซึ่งได้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตั้งแต่นั้นมา อิทธิพลและอำนาจของทหารบกก็แผ่ขยายไปสู่พื้นที่การเมืองต่างๆ มากขึ้น จนตัวผู้นำกองทัพอาจมีอำนาจเหนือนายกฯ เลยก็ว่าได้ “คนดี” ชื่ออภิสิทธิ์นั้นมือเปื้อนเลือด และถึงแม้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การปราบผู้ชุมนุมเสื้อแดงในเดือนเม.ย. พ.ค. ปีที่แล้วกว่า 92 ศพ (ซึ่งรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่เสื้อแดงด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นเสื้อแดง) รวมถึงบาดเจ็บกว่าสองพันคน แต่ “คนดี” คนนี้ก็มิเคยส่งจดหมายแสดงความเสียใจต่อญาติคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตหรือบาด เจ็บแม้แต่ผู้เดียว อย่างไรก็ตาม เขากลับออกมาแสดงความเสียใจ แต่เป็นการแสดงความเสียใจในเวทีหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์หนึ่งอาทิตย์ก่อน เลือกตั้ง และหลังจากทราบเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าประชาธิปัตย์ตามหลังอยู่ไกลโข

“คนดี” ชื่ออภิสิทธิ์ยังได้กล่าวโจมตีเสื้อแดงว่าคนเหล่านี้เผาบ้านเผาเมือง หากเจ้าตัวไม่เคยคิดว่าเสื้อแดงได้อดทนมาอย่างมากแล้ว เพราะหลังเหตุการณ์ฆ่าไป 20 คนตอนคืนวันที่ 10 เม.ย.53 ก็มิได้ปรากฏการเผาบ้านเผาเมืองแต่อย่างไร แถมความเป็นจริงที่ว่าใครเผาเซ็นทรัลเวิร์ลตอนนี้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและ ค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ซึ่งนายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งเองก็ยังไม่สามารถให้คำตอบอย่างชัดเจน ถึงแม้เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้ว

“คนดี” คนที่ 2 ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นคนดีในสายตาของแฟนและผู้สนับสนุน ผู้สนับสนุนจำนวนมิน้อยมิได้สนใจ (หรืออาจสนับสนุน) สงครามยาบ้า ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีโอกาสขึ้นศาลกว่าสองพันศพ นี่ยังไม่รวมถึงเหตุการณ์กรณีตากใบหรือกรือเซะใน 3 จังหวัดภาคใต้ ไม่เป็นไรหากทักษิณถูกกล่าวหาว่าโกงกินและถูกศาลตัดสินหรือใช้อำนาจในทางมิ ชอบในระหว่างเคยเป็นนายกฯ หรือมีลักษณะบ้าอำนาจในสายตาของคนไทยเป็นล้านๆ เพราะเรา “มั่นใจ” ว่ามีคนมากกว่านี้อีกหลายล้านที่ชื่นชอบทักษิณ เพราะฉะนั้น น้องสาวทักษิณซึ่งทักษิณเรียกว่าเป็นโคลน (clone) ของตน จึงย่อมเป็นคนดีเช่นกัน

“คนดี” คนที่ 3 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็น “คนดี” ในสายตาของคนบางกลุ่ม ถึงแม้เขามีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และมีบทบาทสำคัญในการใช้กำลังทหารพร้อมกระสุนจริงนับแสนนัดเพื่อปราบปราม เข่นฆ่าผู้ชุมนุมเสื้อแดงซึ่งส่วนใหญ่ไร้อาวุธและชุมนุมอย่างสันติ

“คนดี” คนที่ 4 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เป็น “คนดี” ถึงแม้แคมเปญโหวตโน ไม่ต่างจากการพิมพ์บัตรเชิญและสร้าง “ความชอบธรรม” ให้ทหารหรือมือที่มองไม่เห็นกลับเข้ามาแทรกการเมืองในระบบหลังเลือกตั้งวัน อาทิตย์อีกครั้ง

“คนดี” คนที่ 4, คนที่ 5, … (และอาจมีมากกว่านี้) คนดีเหล่านี้ก็คือ “มือที่มองไม่เห็น” หรือ “อำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้” ซึ่งสื่อมวลชนกระแสหลักไม่กล้ากระชากหน้ากาก เพราะกลัวถูกโยนเข้าคุก มือที่มองไม่เห็นมักเข้าแทรกแซงการเมืองจากหลังฉากทั้งทางตรง โดยผ่านมือตนเองหรือมือที่เล็กกว่าของเครือข่ายลูกน้อง และทางอ้อมผ่านโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งไม่ต่างจากยากล่อมประสาททางสังคม โดยที่สื่อกระแสหลักก็พร้อมที่จะตอบสนองจัดยาให้ โดยไม่ตั้งคำถามว่ามือที่มองไม่เห็นหรืออำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้มีความชอบธรรม ความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ถึงแม้ชาวบ้านชาวช่องจำนวนมิน้อยจะได้ตาสว่างไปไกลแล้ว

นอกจากตัวอย่างข้างบน เราอาจถามต่อว่าพ่อที่รักลูกสาวตนเองดั่งไข่ในหิน ไม่ยอมให้ลูกสาวกลับบ้านดึก ไม่ยอมให้ลูกสาวไปเที่ยวกับแฟนตามลำพัง แต่กลับใช้เงินไปซื้อเซ็กส์จากเด็กผู้หญิงที่ยากจนและถูกเอารัดเอาเปรียบ บังคับให้ต้องมาขายตัว คนเช่นนี้ถือเป็นคนดีหรือไม่ อีกตัวอย่างหนึ่งอาจได้แก่ ทหารผู้ซื่อสัตย์ภักดีต่อผู้บังคับบัญชา แต่ท้ายสุด ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งให้ร่วมกระทำการก่อรัฐประหารเช่นนี้ เขาเป็นคนดีหรือเลว เอากรอบอะไรมาวัด

สังคมไทยดูเหมือนจะรักและเชียร์คนดีอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ต่างจากพวกฮูลิแกนที่เชียร์ทีมฟุตบอลของตนเองโดยมักตะโกนด่าทอกรรมการและ ฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าฝ่ายตนจะผิดหรือไม่ก็ตาม คนเหล่านี้เชื่อว่าฝ่ายตนต้องถูกต้องเสมอ

ทุกวันนี้ คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยเรียกร้องให้เอา “คนดี” มาปกครองบ้านเมือง จนกระทั่งไม่สนใจปัจจัยอื่นๆ เช่น หลักการแบ่งแยกอำนาจการปกครองระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ, สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของอำนาจการเมือง อำนาจฝ่ายพลเมืองที่พึงอยู่เหนืออำนาจทหาร เสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องอยู่เหนืออำนาจอื่นๆ และสิทธิทางการเมืองและวัฒนธรรมของคนกลุ่มน้อย เป็นต้น เพราะว่า คนไทยเชื่อว่าขอเพียงให้สังคมมี “คนดี” ปกครองก็พอ และไม่สำคัญหรอกว่า “คนดี” เหล่านั้นจะมาจากการเลือกตั้งหรือลากตั้งก็ตาม

04-ประวิตร โรจนพฤกษ์: สถานการณ์ที่หม่นหมองของสื่อมวลชน

Mon, 2011-07-25 22:50

ประวิตร โรจนพฤกษ์
ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น

http://prachatai.com/journal/2011/07/36190

เมื่อนักรณรงค์ทางด้านเสรีภาพในการแสดงออก และนักข่าวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ มารวมตัวกันในเมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซียเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา แต่ละคนต่างก็มีเรื่องราวอันสำคัญจะบอกให้โลกได้รับรู้

ในพม่า นักข่าววีดีโอ 17 คน ถูกคุมขังเดี่ยวและทรมาน ในฟิลิปปินส์ มีนักข่าวมากกว่า 121 คนถูกสังหารตั้งแต่ปี 2529 และจนปัจจุบัน มีเพียงสิบคดีเท่านั้นที่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ในอินโดนีเซีย เกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มศาสนานิยมหัวรุนแรง โจมตีนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชน เนื่องด้วยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรักร่วมเพศ ศาสนา และสิทธิของชนพื้นเมือง โดยตำรวจอินโดนีเซียถูกกล่าวหาว่ามี “ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด” กับกลุ่มที่ก่อการโจมตี

ในมาเลเซีย สื่อถูกสั่งห้ามล้อเลียนและวิจารณ์ศาล ในขณะที่กลุ่มสตรีมุสลิมที่ต่อสู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศ กลับถูกตราหน้าว่าเป็นพวกบ่อนทำลายล้างศาสนาอิสลาม ในสิงคโปร์ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวในประเทศ ที่สามารถประท้วงได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาล และในประเทศไทย ไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องขังในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ และคำถามที่ว่าพวกเขาควรถูกจัดให้เป็นนักโทษการเมืองหรือไม่ นอกจากนี้ ข้อหาที่เขาใช้จับกุมก็มีความคลุมเครือมาก

แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการ แสดงออก กล่าวต่อที่ประชุมว่า เมื่อเป็นเรื่องของการสื่อสารแล้ว “การควบคุมไม่เคยทำได้สำเร็จ” หากแต่นักข่าว และนักรณรงค์เพื่อเสรีภาพในการแสดงออกยังคงถูกจำคุก ทำร้าย แม้แต่สังหาร

การสัมมนาดังกล่าว กลายเป็นเวทีรวมตัวสำหรับผู้ที่มองว่าเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศตนเองถูก จำกัดอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ เวทีดักล่าวจัดโดยฟอรั่ม เอเชีย ซึ่งเป็นเอ็นจีโอระดับภูมิภาค ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และพันธมิตรเพื่อสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Press Alliance – SEAPA) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพารามาดินาในจาการ์ตา และอื่นๆ

“ในพม่า ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกเลยแม้แต่น้อย และความจริงมีอยู่เพียงชุดเดียวเท่านั้น” Toe Zaw Tatt กล่าว เขาเป็นหัวหน้าของสถานี เดโมคราติก วอยซ์ ออฟ เบอร์ม่า ผู้ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยและอาศัยอยู่ในประเทศไทย

นอกจากนี้ เมลินดา ควินโต เดอ จีซัส ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อเสรีภาพสื่อและความรับผิดชอบ (Centre for Media Freedom and Responsibility) ในกรุงมะนิลา กล่าวว่า ความล้มเหลวของการไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดในการสังหารนักข่าวฟิลิปปินส์ “อาจเป็นสาเหตุมาจากสภาวะความไร้ขื่อแปของกฎหมายทีดำรงอยู่ในประเทศ”

ในมาเลเซีย สตรีบางคนที่พยายามจะเปลี่ยนแปลง “มโนทัศน์ของสตรีมุสลิม” กลับถูกทำให้เงียบงัน ยาสมิน มาสิดี กล่าว เธอเป็นผู้จัดการการสื่อสารของกลุ่ม “Sisters in Islam” ซึ่งเป็นกลุ่มสตรีที่ทำงานร่วมกันเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ มาซีดีกล่าวว่าสตรีมุสลิมบางคน ยังถูกส่งไปยัง “ค่ายบำบัด” เนื่องจากประพฤติตนไม่เหมาะสมตามหลักและอัตลักษณ์ของศาสนาอิสลาม

กลุ่มดังกล่าวได้ผลิตหนังสือเล่มเล็กที่ชื่อว่า “ผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกันต่อหน้าพระอัลเลาะห์หรือไม่” และถูกทางการมาเลเซียสั่งห้าม โดยมาซีดีกล่าวว่าเป็นเพราะ หนังสือดังกล่าว “ทำให้สตรีมุสลิมเกิดความสับสน โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีความเชื่อศาสนาที่ไม่ลึกมากนัก”

ในประเทศไทย นักรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ สุภิญญา กลางณรงค์ ขึ้นพูดในฐานะตัวแทนของเครือข่ายพลเมืองเน็ต และเสนอว่าถึงแม้สื่อไทยจะถูกทำให้เซ็นเซอร์อย่างเป็นระบบ แต่โซเชียลมีเดียอย่างเช่นทวิตเตอร์และบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ท้าทายสื่อแบบเก่าที่ทำตัวเป็นผู้ควบคุมข้อมูลข่าว สาร และผู้เขียน ในฐานะผู้พูดคนที่สองจากประเทศไทย ได้กล่าวถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ทำให้การพูดคุยเรื่องสถาบัน กษัตริย์เป็นไม่ได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเป็นภัยต่ออนาคตของสังคมและประชาธิปไตยไทยเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ การจับกุมด้วยกฎหมายดังกล่าวน่าจะยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีคนอย่างน้อย 11 คนที่ถูกจับกุมด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในเรือนจำที่กรุงเทพฯ แล้วก็ตาม นอกจากนี้ ความกลัวในหมู่ฝ่ายนิยมสถาบันฯ ก็ยังเพิ่มขึ้นรื่อยๆ เนื่องมาจากพระชนมพรรษาที่มากขึ้น และสุขภาพที่เปราะบางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในการประชุมเชิงปฏิบัติการระยะเวลาสองวันนี้ ยังมีเรื่องราวจากเนปาล ปากีสถาน บังกลาเทศ อินเดีย และศรีลังกา ที่เสริมเข้ามาในบรรยากาศที่น่าหดหู่ เช่น ปากีสถานกลายเป็นสถานที่ที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลกสำหรับนักข่าว โดยในระยะหกเดือนที่ผ่านมา มีนักข่าวถูกสังหารไปแล้ว 7 ราย และจนปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ต่อกรณีดังกล่าว

แฟรงค์ ลา รู ผู้ซึ่งท่วมท้นไปด้วยการร้องขอเสรีภาพและความช่วยเหลือ กล่าวและเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันต่อสู้ และในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย เขากล่าวว่า “นี่เป็นกฎหมายที่เราจะต้องวิพากษ์วิจารณ์และประณาม” และคนที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “ควรจะต้องถูกนับเป็นนักโทษการเมือง” ลา รู กล่าว และเสริมด้วยว่า ทางสหประชาชาติ จะออกแถลงการณ์ว่าด้วยกฎหมายดังกล่าวในเร็วๆ นี้

ลารู ยังกล่าวให้คนทั่วไประลึกด้วยว่า ในระบบประชาธิปไตย “สาธารณะชนต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าเขาอยากอ่านอะไร และไม่อ่านอะไร ไม่ใช่รัฐบาล เพราะเมื่อ [รัฐบาล] กลายเป็นผู้ตัดสินใจแล้ว มันจะเป็นผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับผู้มีอำนาจทางการเมือง และกลายเป็นระบบอำนาจนิยม”

05-@PravitR: ทวีตนี้แด่อากง SMS

Fri, 2011-11-25 11:10

ประวิตร โรจนพฤกษ์
@PravitR

http://prachatai.com/journal/2011/11/38020

 วันนี้ (24 พ.ย. 54) ข่าวคราวเรื่องอากง SMS หรือ คุณอำพล ขอสงวนนามสกุล (ที่ผมไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อน) โดยตัดสินจำคุก 20 ปี ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 ทำให้ผมรู้สึกสลดใจมาก แต่แทนที่ผมจะหลบไปดูหนังเพื่อให้ลืมสภาพสังคมไทยยุคสองพันห้าร้อยกว่าปี หลังพุทธกาล ผมกลับตัดสินใจลุกขึ้นมาสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านทางทวิตเตอร์ ต่อผู้ที่เห็นด้วย เห็นต่าง หรือมองไม่เห็นอะไรเลย จึงขอคัดมาบางส่วนเพื่อให้ผู้อ่านประชาไทลองพิจารณาดูว่า บ้านเมืองนี้สภาพเป็นจริงเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกเป็นอย่างไร

1. คิดว่าลูกหลานอากง SMS คงตาสว่างเลิกซาบซึ้งไป 7 ชั่วโคตร
2. คุณไม่สามารถทำให้คนมารักและเคารพผู้อื่นโดยการขู่ขังเขาได้
3. Big Bag ก็ไม่ต่างจาก ม.112 เท่าไหร่ คุณจะรู้สึกดีและซาบซึ้ง หากคุณอยู่ฝั่งที่ได้ประโยชน์ อีกฝั่งเป็นไงไม่สน
4. จะอีเกีย (IKEA) หรืออากง พวกคลั่งเจ้าก็ยังคงคลั่งได้เสมอต้นเสมอปลาย
5. พวกคลั่งเจ้าเคยถามตนเองไหมว่า การโยนคนเข้าคุกจะทำให้คน ‘รัก’ ในหลวงมากขึ้นได้อย่างไร
6. จะสอนคิดวิเคราะห์ไปได้ไกลแค่ไหน ในเมื่อสังคมบอกคุณว่า การคิดวิเคราะห์บางเรื่องเป็นอาชญากรรม
7. ผมพบว่า การถกเถียงเรื่องสถาบันฯ บนทวิตเตอร์ สะท้อนความเป็นจริงหลากมุมมอง ต่างจากภาพที่ถูกควบคุมโดยสื่อกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง
8. หากคุณขอให้เขาเคารพสิทธิในความเป็นมนุษย์ของคนที่เห็นต่างไม่ได้ คุณจะขออะไรได้เล่า
9. เมื่อคุณห้ามไม่ให้คนคิดวิเคราะห์เรื่องอะไรบางอย่าง สังคมมันจะเติบโตด้วยสมองของตนเองได้อย่างไร
10. อากง SMS ติดคุก 20 ปี เป็นอีกสัญญาณที่บอกว่า คนไทยไม่ควรมีสิทธิแสดงความเห็นต่างเกี่ยวกับสถาบัน
11. ทุกคนในสังคมไทย ต้องรักและไม่ตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์หรือ?
12. ม.112 เป็นหัวข้อที่ “ละเอียดอ่อน” สำหรับผู้ที่ไม่มีความละเอียดอ่อนเรื่องความยุติธรรมและเสรีภาพในการแสดงออก
13. ส่ง SMS หยาบๆ สี่ครั้ง โดนคุก 20 ปี ประเทศนี้เขาคำนวณความยุติธรรมกันอย่างไร
14. ผมไม่รู้จักอากง SMS แต่ไม่ว่า อากงหรือากู๋ ไม่มีใครสมควรต้องติดคุกเพราะการใช้โทรศัพท์มือถือ
15. ที่ต้องมาทวีตเรื่อง ม.112 เพราะสื่อกระแสหลักมักไม่กล้าวิเคราะห์ ลองถามอดีตอดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ @Prasong_Lert ดูสิครับ
16. จงมั่นใจว่า สุดท้าย ความเงียบที่ยัดเยียดให้ผู้เห็นต่าง จะนำมาซึ่งแสงสว่างทางปัญญาแก่ผู้อื่นอีกมากมาย
17. คุณทำให้เขาเงียบได้ แต่คุณทำให้เขาหยุดคิดไม่ได้
18. เรื่อง ม.112 คือการถกเถียง ต่อสู้ขั้นพื้นฐาน ว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะรวย จน ไพร่ หรือเจ้า ควรได้สิทธิแสดงออกอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมายไหม
19. ทุกหนึ่งเสียงที่ถูกทำให้เงียบ จะปลุกคนอีกร้อยพันให้ “ตาสว่าง”
20. ขอเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายที่ถกเถียงเรื่องเจ้ากับ ม.112 ละเว้นการใช้คำหยาบ เหยียดหยาม และหันมาใช้เหตุผลมากขึ้น
21. ผมขอร้องให้ royalist เปิดใจให้กว้าง และมองให้เห็นว่า คนคิดเท่าทันสถาบันฯ มีอยู่มากในสังคม และควรพูดคุยกันอย่างสันติและสุภาพ
22. ผมขอร้องให้ผู้เห็นต่างเรื่องสถาบันฯ ละเว้นการด่าทอ และการใช้ข้อมูลที่พิสูจน์ไม่ได้ แล้วพยายามพูดคุยกับ royalist ด้วยเหตุผล
23. พวกคลั่งเจ้า อำนาจลดลงเยอะในทวิตเตอร์ เพราะพวกเขาไม่สามารถตะโกนกลบเสียงที่เห็นต่างได้
24. พอพวกคลั่งเจ้าบางคนโกรธ เขาจะหยุดใช้เหตุผล แล้วด่าพ่อล่อแม่ ผมสงสัยว่า ปกติเขาใช้เหตุผลหรือไม่
25. คุณยิ่งขัง ประชาชนเขายิ่งคิด
26. จะอยู่กันอย่างไร? คนกลุ่มหนึ่งบอก ต้องการพื้นที่เพื่อพูดเท่าทันสถาบันฯ คนอีกกลุ่มบอก จงเข้าตารางไป
27. Royalist เลิกหลอกตัวเองว่า คนไทย “ทุกคน” รักในหลวงเถอะครับ หากจงยอมรับและกล้าพูดว่า หากใครไม่รักในหลวง ควรติดตาราง
28. การโยนคนเข้าตารางเพียงเพราะคนคิดเท่าทันสถาบันฯ รังแต่จะทำให้คนตาสว่างมากขึ้น
29. เมื่อคุณกักขังคนที่เห็นต่างได้ คุณก็คงไม่ได้มองเขาเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์กับการคิดแยกกันไม่ออก
30. เหตุผลของการทำให้คนเห็นต่างต้องเงียบและกลัวคือ การไม่ต้องการให้คนคิดเป็นเหตุเป็นผล
31. มีอะไรไม่ชอบมาพากลในสังคมหรือ คุณถึงอยากให้ผู้เห็นต่างต้องเงียบ
32. คุณขังกายคนได้ แต่ขังใจเขาไม่ได้
33. ประชาชนไม่ได้โง่ พวกเขาคิดเองได้ ถึงแม้บางคนจะถูกจองจำเพราะข้อหาคิด “ตรง” เกินไป
34. ทักษิณไปเรียนรู้เรื่องการป้องกันน้ำท่วมที่เกาหลีใต้ พวกคลั่งเจ้าควรไปเรียนรู้อะไรที่เกาหลีเหนือ
35. ท่านผู้นำเกาหลีเหนือคงทึ่ง ที่เมืองไทยจัดการกับผู้เห็นต่างได้อย่างรวบรัดดี
36. คนไทยจะไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร หากมีข้อมูลโปร่งใส ถกในสาธารณะได้ โดยไม่ต้องติดตาราง
37. คุณอยากให้เด็กคิดเองเป็น แต่คุณบอกให้เขาจงเชื่อ และยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวให้ตลอดทุกๆ วัน
38. อย่าไปหวังว่า คนจำนวนมากจะคิดเป็น หากไม่สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลเรื่องสถาบันฯอย่างเปิดเผยได้
39. หรือเอาเข้าจริง เขาไม่ต้องการความรัก หากอยากสร้างความกลัว
40. ฝรั่งถาม: ทวีตเป็นชั่วโมงซ้ำๆ เรื่อง ม. 112 ได้อย่างไร?
ผมถามกลับ: คุณทนฟังข้อมูลด้านเดียวเรื่องสถาบันฯ ทุกๆ วันผ่านทุกสื่อได้อย่างไร?
41. ฝรั่งที่ถามผมเรื่องทวีตเยอะๆ เรื่องม.112 อึ้ง และตอบไม่ได้ เมื่อผมถามกลับว่า ทนฟังข้อมูลประจบเจ้าผ่านสื่อทุกวันได้ไง
42. อากงโดน 20 ปี หากใครจะพูดเรื่องปัญหา ม.112 ไปอีก 20 ปีก็ไม่เห็นแปลก

ปล. หลังจากที่ผมทวีตไปได้หลายชั่วโมง ก็มีผู้ใช้ทวิตเตอร์คนนึงบอกให้ผมไปกินยานอนหลับแล้วตายซะ (เขาใช้คำว่า “แดกยานอนหลับ แล้วไปตายซะ”) แถมบอกด้วยว่า จะคอยสาปแช่งให้พ่อผมซึ่งเขาเรียกว่าควายให้ตายเร็วๆ วันละสามเวลา ซึ่งผมก็ทวีตบอกอีกคนหนึ่งว่า นี่แหละครับ ผลของสังคมที่ถูกยัดเยียด ห้ามไม่ให้ใช้เหตุผล

พอตกเย็น ผู้ใช้ทวิตเตอร์อีกคนหนึ่งชื่อ คำนูณ สิทธิสมาน ผู้เป็น ultra-royalist ตัวพ่อ ตัดสินใจมาติดตามบัญชีทวิตเตอร์ผม ผมจึงทวีตไปว่า ประตูมีหู ทวิตเตอร์มีตา
ส่วนตาใครจะสว่างหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

(เพิ่มเติม) ตัดสินคดี sms ‘อากง’ ผิดคดีหมิ่น+พ.ร.บ.คอมพ์ จำคุก 20 ปี

06-ประวิตร โรจนพฤกษ์: พลานุภาพการเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชน

Thu, 2011-12-01 01:14

ประวิตร โรจนพฤกษ์
@PravitR

http://prachatai.com/journal/2011/12/38111

“วันนี้ลูกทุกคนอยากบอกพ่อว่า ‘ลูกรักและขอเดินตามรอยพ่อตลอดไป’ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน” นิตยสารแพรว ฉบับที่ 775 ประจำวันที่ 25 พ.ย. 2554 หน้า 202

“ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ” พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง, นักแสดง, 16 พฤษภาคม 2553 ในงานประกาศผลและมอบรางวัลนาฏราช ณ หอประชุมกองทัพเรือ

“พระมหากษัตริย์เป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ มหาพรหมของเรา เราก็รัก เราก็ทนุถนอม” หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน จาก นิตยสารน่านฟ้า (The Tiger Temple Magazine) ฉบับที่ 32 เดือนธันวาคม 2552 หน้า 9

“It gradually became apparent that this was a religion. To North Koreans, Kim Il-sung was more than just a leader. He showered his people with fatherly love.”

คำแปล: “มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่านี่คือศาสนา สำหรับชาวเกาหลีเหนือ คิม อิล ซุง เป็นมากกว่าผู้นำ เขามอบความรักดั่งบิดาให้แก่ประชาชนของเขา” จากหนังสือ Under the Loving Care of the Fatherly Leader โดย Bradley K. Martin, 2006 หน้า 1

หากมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ต้องกลายเป็นอาชญากรรมแล้ว การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชนย่อมทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า การวิพากษ์กษัตริย์เป็นสิ่งเลวร้าย และผิดจารีตความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก

ประชาชนผู้เชื่อว่า กษัตริย์คือพ่อหลวงของพวกเขา มองความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชน ผ่านแว่นตาของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูก เกิดความผูกพันพึ่งพิงทางความคิดและจิตใจ และเสริมสร้างความรู้สึกในหมู่ประชาชน (ลูกๆ) ว่าการคิดเท่าทัน วิจารณ์ หรือไม่รักกษัตริย์ (พ่อ) นั้นเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติ เป็นการกระทำที่เลว อกตัญญู เช่นนี้แล้ว มาตรา 112 จึงกลายเป็นกฎหมายที่คุ้มครอง “พ่อ-แม่” ไปโดยปริยาย

การใช้กลไกทางวัฒนธรรมเช่นนี้ เอาเข้าจริงอาจมีอานุภาพมากกว่าการใช้กฎหมายอันไม่เป็นประชาธิปไตยและป่า เถื่อนอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียอีก เพราะการตอกย้ำเปรียบเทียบแบบนี้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้งถึงระดับ อารมณ์และจิตใจ และโกรธหากใครจะมาวิจารณ์หรือตั้งคำถามกับพ่อของพวกเขา แถมมันยังช่วยตอกย้ำ (reinforce) ว่า มาตรา 112 นั้นชอบธรรมแล้ว และทำให้คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า มี “ลูก” จำนวนหนึ่งที่ต้องการวิจารณ์พ่อ (กษัตริย์)

กฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ แต่ความรู้สึกแบบพ่อลูกนั้น หยั่งรากลึกถึงก้นบึ้งของจิตใจ และเมื่อประชาชนเชื่อว่าเป็นจริงแล้ว มันเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้ ดั่งความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของพ่อ-ลูกที่แท้จริงทางสายเลือด

สื่อกระแสหลักและกระแสรองส่วนใหญ่ บริษัทห้างร้านต่างๆ สถาบันการศึกษา หน่วยราชการ องค์กรเอ็นจีโอ มักมีบทบาทสำคัญในการตอกย้ำความเป็นพ่อของกษัตริย์ต่อสังคมจนเห็นเป็นเรื่อง “ปกติ” “เป็นจริง” อย่างมิควรต้องสงสัยใดๆ หากคุณเชื่อว่ากษัตริย์คือพ่อ คุณจะไม่รู้สึกอยากตั้งคำถามกับพ่อ แถมหน้าที่ของลูกที่ดีก็คือ การเชื่อฟังพ่อ (พระราชา) และแม่ (พระราชินี) และหากลูกคนใดไม่เชื่อฟัง ก็ดูผิดธรรมชาติ พวกเขาควรถูกประณาม ลงโทษ จองจำ หรือตัดออกจากการนับญาติอย่างถาวร โดยอาจถูกกล่าวหาว่า พวกเขาไม่ใช่คนไทย และเป็นคนที่ต้องการทำลายหรือล้มล้างพ่อแม่ (ดูกรณี 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 2553 เป็นตัวอย่าง) เพราะคนเหล่านี้ถือว่าเป็นผู้อกตัญญู หรือทรพี เพราะไม่ว่าพ่อจะดีหรือไม่ ลูกก็ควรเชื่อฟังและเคารพรัก และในด้านตรงกันข้าม การทำอะไรเพื่อกษัตริย์ (พ่อหลวง) จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายขึ้นและสนิทใจขึ้น เหมือนกับการบูชาคุณของบิดาแท้ๆ

นอกจากนี้ การเปรียบกษัตริย์เป็นพ่อของประชาชน ยังทำให้ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ซึ่งมีมิติของความไม่เท่าเทียมและมีความตึงเครียดทางชนชั้น ถูกกลบเกลื่อน ลบเลือนให้มองเห็นได้ยากยิ่งขึ้น และพร่ามัว และเปลี่ยนกลายมาเป็นความสัมพันธ์เชิงครอบครัวแบบสมมติ ซึ่งเต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่นและความห่วงใยระหว่างพ่อ-ลูกแทน โดยที่ไม่จำเป็นต้องสงสัยในเรื่องชนชั้น หรือความไม่เท่าเทียม แล้วยังไม่จำเป็นต้องคิดเท่าทันหรือเรียกร้องความโปร่งใสเพื่อการตรวจสอบใดๆ เพราะแว่นตาของการมองแบบพ่อ-ลูก ไม่เอื้อให้ประชาชนรู้สึกหรือคิดเป็นอื่น ตัวอย่างเช่น ถึงแม้ประชาชนอีกมากยากจน แต่กษัตริย์ (พ่อหลวง) ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน หรือผู้คนมักไม่สงสัยว่า ในความสัมพันธ์แบบนี้ ทำไมสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงยังคงเก็บค่าเช่าที่จากประชาชนอยู่

นี่ยังไม่รวมถึงการพึ่งพาทางสติปัญญาของประชาชน (ลูกๆ) ต่อ กษัตริย์ (พ่อ) โดยเห็นได้จากการนำคำพูดของพ่อ (พระบรมราโชวาท และพระราชดำรัส) มาเป็นเผยแพร่ซ้ำๆ และเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือของผู้คนจำนวนมากในสังคม ความเห็นของกษัตริย์จึงกลายเป็นคำสอนของพ่อไปโดยปริยาย ลูกๆ ไม่ต้องคิดอะไรเองมากมาย เพราะยึดถือคำสั่งสอนของพ่อที่พวกตนยกย่องว่า เป็นอัจฉริยะในสารพัดด้านก็เพียงพอ

หากพิจารณาดูให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า การถ่ายโอน (transplant) ลักษณะความสัมพันธ์พ่อ-ลูก สู่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชน ถูกตอกย้ำเป็นพิเศษในทุกวันที่ 5 ธันวาคม ของปี ซึ่งวันเกิดของกษัตริย์กลายเป็น “วันพ่อ” เพื่อตอกย้ำความเป็นพ่อของกษัตริย์ คนไทยไม่น้อยถือว่า 5 ธันวา เป็นวันที่พวกเขาจะใช้เวลากับพ่อบังเกิดเกล้าของพวกเขา รวมถึงอาจให้ของขวัญกับพ่อหรือกินอาหารมื้อพิเศษเพื่อทดแทนบุญคุณและเฉลิม ฉลอง “วันพ่อ” จนมีผลให้ แม้กระทั่งบางคนที่คิดว่าตนคิดเท่าทันสถาบันฯก็ยังถือว่า วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันพ่อไปโดยไม่รู้ตัวและโดยปริยาย ถึงแม้พวกเขาจะยืนยันว่า “พ่อ” ของเขามีเพียงคนเดียว ซึ่งได้แก่บิดาโดยสายเลือด ที่พวกเขาจะไปกราบใน “วันพ่อ” วันที่ 5 ธันวาคมอยู่ดี

07-อากงเสียชีวิต ใครรับผิดชอบ? .112 ขัดสิทธิเสรีภาพใครรับผิดชอบ?

Wed, 2012-05-09 01:00

ประวิตร โรจนพฤกษ์
@PravitR

http://prachatai.com/journal/2012/05/40415


แฟ้มภาพ: กิจกรรมไว้อาลัย 112 นาทีต่อกระบวนการยุติธรรม
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.54 หน้าศาลอาญา  ภาพโดย Kaptan Jng

ยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากที่อากง SMS หรือ นายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาผู้ถูกตัดสินลงโทษ 20 ปีภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายพระบรมเดชานุภาพเสียชีวิตในโรงพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพในเช้าวันที่ 8 พฤษภาคม ก็เกิดการแสดงความเห็นหลากหลายในโลกออนไลน์ สิ่งที่ผมสรุปได้อย่างหนึ่งก็คือ บรรดาคนที่รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงสามารถหาข้ออ้างหรือ “ตรรกะ” มาโทษทุกอย่างได้ นอกจากการที่จะยอมรับว่า กฎหมายมาตรา 112 มีปัญหาและไม่เป็นประชาธิปไตย

พวกเขาสามารถโทษได้ว่า ทำไมทนายของอากงถึงดื้อรั้นอุทธรณ์แทนที่จะรีบขอพระราชทานอภัยโทษ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้คนเหล่านี้ไม่เคยรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยอะไรต่อชะตากรรมนักโทษทางความคิดซึ่งรวมถึงอากง) พวกเขาสามารถสรรหาทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด (conspiracy theory) ว่ากลุ่มนักการเมืองเสื้อแดงจัดให้เกิดการดำเนินคดีกับอากง แล้วล่าสุด รัฐบาลแดงจัดการกระทำให้อากงเสียชีวิต เพื่อที่จะได้เอาการเสียชีวิตของอากงไปเขย่าสถาบันกษัตริย์

บ้างก็บอกว่า อย่าเอาความตายของอากงไปหาประโยชน์รณรงค์เรื่อง 112 ทั้งๆ ที่อากงก็ติดและตายในคุกภายใต้มาตรา 112 ที่คนเหล่านี้สนับสนุน

คนเหล่านี้มักไม่เข้าใจเรื่องการทำให้การแสดงความเห็นต่างต่อสถาบันเป็นโทษทางอาญา (criminalization of speech) ว่ามันขัดหลักสิทธิพื้นฐานในการแสดงออกอย่างไร หรือไม่เข้าใจว่า อะไรคือนักโทษทางความคิด หรือ นักโทษทางมโนสำนึก (prisoner of conscience) มีรายหนึ่งบอกว่า ก็คิดได้หนิ แต่ห้ามพูด ผมจึงต้องบอกว่า ก็พวกเขาเป็นนักโทษทางความคิดเพราะเขาติดคุกเพราะแสดงความคิดออกมายังไงล่ะ

คนเหล่านี้มักแยกไม่ออก ระหว่างการวิจารณ์มาตรา 112 กับการวิจารณ์เจ้า แล้วพอใครวิจารณ์ 112 ก็เอะอะว่าเป็นพวกล้มเจ้า รับเงินทักษิณ “ปลุกระดม” มวลชน แต่คนเหล่านี้กลับนึกไม่ออกว่า การยัดเยียดข้อมูล “ดีๆ” ด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันฯมากว่า 50 ปีควรจะเรียกว่าอะไรดี

พวกเขามักไม่ยอมรับว่า มีการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียวเรื่องเจ้า และไม่รู้หรือไม่ยอมรับว่า สื่อกระแสหลักมีการเซ็นเซอร์ข่าวด้านลบเกี่ยวกับสถาบันอย่างสม่ำเสมอมาหลายสิบปี (เมื่อไหร่เราจะได้รับรู้ข้อมูลในสื่อกระแสหลักเกี่ยวกับรายละเอียดหนังสือ The King Never Smiles, WikiLeaks หรือสารคดีเกี่ยวกับสถาบันฯ ของสถานีโทรทัศน์ ABC แห่งออสเตรเลีย ที่ทำให้คนอย่างนายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งขายซีดีนี้ต้องถูกดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112) นี่ยังไม่รวมถึงการประจบเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมนึกถึงคำภาษาอังกฤษที่สามารถแปลได้ว่า คุณไม่สามารถกินเค้กที่คุณกินไปแล้ว (You cannot eat the cake and keep it at the same time.) หมายความว่าคุณไม่สามารถสนับสนุนกฎหมายที่ก่อให้เกิดการเซ็นเซอร์อย่างกว้างขวางแล้วบอกว่าไม่มีการเซ็นเซอร์

คนเหล่านี้พร้อมที่จะโทษทุกอย่างนอกจากตัวกฎหมายมาตรา 112 และตัวพวกเขาเองที่สนับสนุนกฎหมายที่ขัดกับหลักเสรีภาพและประชาธิปไตยพื้นฐานนี้

ผู้เขียนเกรงว่า หากสังคมไทยไม่สามารถเรียนรู้อยู่กับความเห็นต่างเรื่องเจ้าได้ โดยไม่ต้องปิดปากหรือโยนคนเข้าคุกจนต้องเสียชีวิต เมืองไทยคงคล้ายคุกมากกว่าสังคม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความรับผิดชอบร่วมของสภาพปิดหูปิดตายัดเยียดข้อมูลด้านเดียวและการโยนคนเห็นต่างเข้าคุก คงตกอยู่ที่คนไทยทุกคน หาได้เป็นความรับผิดชอบของบรรดาผู้รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอเพียงเท่านั้น

หากสังคมมันป่าเถื่อนและไร้อารยะขนาดนี้ แล้วประชาชนไม่ทำอะไร ก็ป่วยการที่จะไปโทษคนอื่น โทษกฎหมาย หรือแม้กระทั่งโทษบรรดาผู้รักเจ้าอย่างไม่รู้จักพอแต่ถ่ายเดียว

2 Responses to “FACTivism: Pravit’s seven on Prachatai. Decide for yourself!”


  1. Good work! I think it is important to make multiple, more or less independent copies of things the ‘authorities’ would to disappear. I have made copies too …

    http://robinlea.com/pub/PravitRojanaphruk/


  2. This issue of Thais not wanting to get involved, not just to save their own proverbial skin but to in fact avoid official harassment and public censure, is starting to knock on my doorstep – from inside!
    I may be taking a trip soon, one way or not, don’t know. But being unable to express anything in a country claiming to be a constitutional democracy is no longer tolerable. Maybe.


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: