คปส และ FACT ยื่นหนังสือต่อนายกฯ และรมต.ไอซีที

September 24, 2007

วันนี้เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) นำโดยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคปส และนายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จาก FACT เข้ายื่นหนังสือต่อนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ กรณีความไม่่ชัดเจนของการใช้กฎหมายความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในการจับกุมผู้ทำความผิดหวั่นกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะพลเมืองไทยผู้ใช้สื่อออนไลน์ มากกว่าที่จะใช้ควบคุมอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยเห็นว่าเสรีภาพในการสื่อสารนั้นไม่ใช่อาชญกรรม เรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงต่อสาธารณชน และให้ยุติการจับกุม จนกว่าจะมีการปรับแก้ความชัดเจน ในกฏหมายตามมาตรา 14 ที่ต้องแยกเรื่องเสรีภาพในการสื่อสาร ออกจากจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์19 กันยายน พ.ศ. 2550

เรื่อง ผู้ถูกจับกุมภายใต้พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

เรียน นายกรัฐมนตรี
สำเนาเรียน รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ

จากกรณีหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ฉบับสุดสัปดาห์ วันที่ 1-2 กันยายน พ.ศ. 2550 รายงานข่าวประเทศไทยเลิกแบนเว็บไซต์ยูทิวบ์ โดยความตอนหนึ่งอ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐที่ระบุว่าเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ รัฐไทยได้ใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ดำเนินการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยสองคน แต่รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าว ในขณะที่หนังสือพิมพ์ประชาไท (www.prachatai.com) รายงานว่าพบการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจริง จำนวนสองคน เป็นชายหนึ่งคนหญิงหนึ่งคน
ซึ่งได้ถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลากว่าสองอาทิตย์ซึ่งต่อมาได้รับการประกันตัวแล้วทั้งสองคนถูกจับกุมตัวในข้อหาตามมาตรา
14 วรรค 2 “การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่น
คงของชาติหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ต่อกรณีดังกล่าวนี้ ส่งผลให้องค์กรสื่อและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายแห่ง ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลในเรื่องนี้อย่างมาก คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) และ เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) เห็นว่ากรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นส่งผลร้ายแรงที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะพลเมืองไทยผู้ใช้สื่อออนไลน์ประมาณกว่า 6,000,000 คนอีกทั้งยังสะท้อนความถดถอยในเรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมืองไทยในสายตาประชาคมโลก นับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการประกาศใช้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฏหมายฉบับแรกที่ผ่านการพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังวลหลายประการ เพราะสะท้อนเจตนาในการควบคุมสิทธิเสรีภาพ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารการแสดงออกทางความคิดและความรู้สึก ของประชาชน อีกทั้งมาตรการในการใช้กฎหมาย รวมถึงกฎกระทรวงและประกาศระเบียบต่างๆ ยังขาดความชัดเจน มีความคลุมเครือ เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้กฎหมายไปในทางที่ละเมิดต่อสิทธิพลเมืองได้ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย ขอเรียกร้องรัฐบาลดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลและกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ ชี้แจงต่อสาธารณชนกรณีการจับกุมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้สังคมรับรู้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกจับกุม และพลเมืองผู้ใช้สื่อออนไลน์ทั้งหมดในประเทศไทย

2. ขอให้รัฐบาลมีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกจับกุม ว่าต้องได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม และไม่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ถูกข่มขู่คุกคามทั้งทางร่างกายและจิตใจ

3. ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินการจับกุมดำเนินคดีผู้ที่ใช้เสรีภาพในการรับส่งข้อมูลข่าวสาร และเผยแพร่เนื้อหาทางสื่อออนไลน์ จนกว่าจะมีการปรับแก้ความชัดเจนในกฏหมายตามมาตรา 14 ที่ต้องแยกเรื่องเสรีภาพในการสื่อสาร ออกจากจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เพราะเสรีภาพในการสื่อสารนั้นไม่ใช่อาชญกรรม คปส และเครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย
เชื่อมั่นว่าการสื่อสารและการแสดงออกซึ่งความคิดและข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง ถ้าการสื่อสารใดๆ นั้นส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น บุคคลดังกล่าวนั้นสามารถดำเนินการทางกฏหมายได้ตามฐานความผิดในประมวลกฏหมายอาญา

ในที่สุดแล้ว รัฐต้องแยกความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง เสรีภาพในการสื่อสาร และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
ไม่เช่นนั้นแล้วการบังคับใช้กฏหมายดังกล่าวนี้จะส่งผลต่อการคุกคามสิทธิเสรีภาพของพลเมืองผู้ใช้สื่อออนไลน์หลายล้านคน
ในประเทศไทยอย่างรุนแรง

คปสและ FACT ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศแสดงความรับผิดชอบในประเด็นนี้ และสร้างความโปร่งใสต่อประเด็นที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอย่างมีนัยยะสำคัญอีกประการคือสื่ออินเทอร์เน็ตถือเป็นสื่อสากล ที่ปราศจากเส้นแบ่งเขตแดน ดังนั้นรัฐไทยจำเป็นต้องยอมรับการใช้สิทธิเสรีภาพของพลเมืองในสื่ออินเทอร์เน็ตตามมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากล จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

(นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์)
เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)

(นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล)
เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT)

เสรีภาพการสื่อสาร ไม่ใช่อาชญากรรม
Freedom of Expression is not a crime!

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส)
409 ซอย รัชดา 14 ห้วยขวาง กรุงเทพ 10320
โทรศัพท์ และ โทรสาร 02-6910574
http://www.media4democracy.com

Campaign for Popular Media Reform (CPMR)
409 Soi Ratchada 14, Huay kwang, Bangkok 10320 Thailand
Tel & Fax +662-6910574
http://www.media4democracy.com

เสรีภาพในการสื่อสาร แสดงออก ไม่ใช่อาชญากรรม!

FREEDOM OF EXPRESSION IS NOT A CRIME !

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: