ประเทศไทย: การเสียชีวิตของคุณปู่อายุ 61 ปีระหว่างการถูกควบคุมตัว หลังถูกจำคุก เพราะถูกกล่าวหาว่า ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือสี่ฉบับ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ นายอำพล ตั้งนพกุล ซึ่งเสียชีวิตระหว่างอยู่ในเรือนจำ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 นายอำพล (หรือที่เรียกในครอบครัวว่า “อากง” และคนทั่วไปรู้จักว่า “อากง SMS”) อายุ 61 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ในคดีดำหมายเลขที่ 311/2554 ศาลอาญาลงโทษเขาตามความผิดสี่กระทงที่มีต่อมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือสี่ฉบับ ไปให้กับ นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือทั้งสี่ฉบับ มีเนื้อหาดูหมิ่นพระราชินีและถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเคยตั้งข้อสังเกตเมื่อครั้งที่มีการตัดสินลงโทษนายอำพลแล้วว่า (AHRC-STM-180-2011) การสั่งฟ้องคดีนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากต่อความถูกต้อง ด้วยพยานหลักฐานสำหรับคดีประเภทนี้ และยังชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งครอบคลุมรูปแบบการสื่อสารทางอิเลคทรอนิกส์ทุกประเภท ไม่เพียงที่สื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อัยการยืนยันในหลักการว่า โทรศัพท์มือถือที่ใช้ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือที่ผิดกฎหมายทั้งสี่ฉบับ มีหมายเลขรหัสประจำเครื่องหรือ IMEI (International Mobile Equipment Identifying) ตรงกับโทรศัพท์มือถือที่นายอำพลเคยใช้โทรหาลูกของตนเอง แม้ว่า นายอำพลยืนยันว่า ไม่เคยส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือดังกล่าว และไม่รู้จักวิธีส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำไป แต่ศาลก็ตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลานานกับเขา

การเสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัวของ นายอำพล ตั้งนพกุล ยังทำให้เกิดคำถามและข้อกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบยุติธรรมไทย นับแต่มีการสั่งฟ้องคดี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 นายอำพลก็ถูกควบคุมตัวมาโดยตลอด ในช่วงที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา เขาเริ่มมีอาการมะเร็งในช่องปาก และในขณะนั้นยังได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถูกควบคุมตัวทางทนายความของเขาจึงร้องขอการประกันตัวระหว่างที่รอการพิจารณาคดี แต่ศาลปฏิเสธคำขอ และได้ปฏิเสธคำขออีกเจ็ดครั้งก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น และภายหลังมีการตัดสินลงโทษ ยังปฏิเสธคำขอประกันตัวในช่วงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิตด้วย

การปฏิเสธคำขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายอำพลซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เกิดคำถามอย่างมากต่อกระบวนการที่คลุมเครือ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้เพื่อพิจารณา ว่า จะให้หรือไม่ให้ประกันตัวสำหรับผู้ถูกควบคุมตัวที่อยู่ระหว่างรอการไต่สวน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ในการขอประกันตัวครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ความเจ็บป่วยของนายอำพลซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการขอประกันตัว “ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต” ศาลไทยยังใช้เหตุผลแบบเดียวกันเพื่อปฏิเสธคำขอประกันตัวในคดีอื่นๆ ทั้งๆที่บางคดีมีเหตุผลอันชอบในแง่ความต้องการการรักษาพยาบาล อย่างเช่น กรณีของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ซึ่งป่วยเป็นโรคขากรรไกรอักเสบ เมื่อพิจารณาถึงสภาพการรักษาพยาบาลที่ขาดแคลนในทัณฑสถานของไทย การปฏิเสธคำขอประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำอีกในกรณีของนายอำพล ยิ่งสะท้อนให้เห็นความไม่ใส่ใจต่อสุขภาพของผู้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำของไทย ในบรรดาบุคลากรของหน่วยงานตุลาการ

เนื่องจากการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าใจของนายอำพลระหว่างอยู่ในเรือนจำ เกิดขึ้นภายหลังการปฏิเสธคำขอประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำอีกในระหว่างที่มีการยื่นอุทธรณ์คดี และเมื่อพิจารณาถึงความรับผิดชอบของรัฐในการควบคุมตัวบุคคลที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งความรับผิดชอบที่จะให้บริการด้านสุขภาพที่จำเป็น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยประกันว่า การชันสูตรพลิกศพ และการไต่สวนการตาย ในคดีนี้ ดำเนินไปอย่างเต็มที่และโปร่งใสตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า นายอำพลได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลของเรือนจำเมื่อวันศุกร์ แต่เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดราชการจึงไม่ได้มีการตรวจโดยห้องทดลอง(ห้องแล๊บ) เรายังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูล อย่างเต็มที่และโปร่งใส เกี่ยวกับระบบการรักษาพยาบาลในเรือนจำ มากกว่าข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งนี้ โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานหลักเกณฑ์ขั้นต่ำ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อนักโทษขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) สำหรับการเสียชีวิตของนายอำพล เราขอเน้นย้ำและเรียกร้องรัฐบาลให้พิจารณาเนื้อหาในข้อ 22 (2) ของมาตรฐานดังกล่าวที่ระบุว่า

“นักโทษที่เจ็บป่วย ซึ่งต้องการการรักษาเฉพาะทาง ควรถูกส่งตัวไปยังหน่วยงานเฉพาะทางหรือโรงพยาบาลพลเรือน กรณีที่หน่วยงานควบคุมตัวมีบริการรักษาพยาบาล จะต้องมีการดูแลให้มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ ที่เหมาะสม ต่อการดูแลและรักษาพยาบาล นักโทษที่เจ็บป่วย และให้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการฝึกอบรมมาอย่างเหมาะสม” และข้อ 25(2) ที่ระบุว่า

“เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพยาบาลจะต้องรายงานต่อผู้อำนวยการ กรณีที่เห็นว่า สุขภาพทางกายหรือใจของนักโทษ มีลักษณะหรืออาจได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการถูกควบคุมตัวอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมใด ๆ ในระหว่างการควบคุมตัว”

สุดท้าย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเน้นย้ำเจตจำนง ที่แสดงไว้ในแถลงการณ์ฉบับก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลไทยควรพิจารณายกเลิก มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นกฎหมายที่เรียกร้องให้มีความจงรักภักดี อย่างไม่มีการตรวจสอบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในไทย และให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องโทษในคดีเหล่านี้ทั้งหมด รวมทั้งผู้กระทำผิดตามมาตราที่เกี่ยวข้องในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นับแต่การทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี มีบทลงโทษที่หนักหน่วงเทียบได้กับผู้กระทำผิดด้านยาเสพติด และฆาตรกรรม การเสียชีวิตของ นายอำพล ตั้งนพกุล ระหว่างการถูกควบคุมตัว สะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนความจงรักภักดีมีราคาแพงเกินไป ดังเช่นชายคนนี้ที่ต้องจบชีวิตเพียงเพราะข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือสี่ฉบับ และครอบครัวก็ต้องสูญเสีย สามี พ่อ และปู่ ของเขาไป

Andrew MacGregor Marshall

Zen Journalist: May 10, 2012

http://www.zenjournalist.com/2012/05/เรื่องเล่าของสองคุณปู่/

 

Many thanks to “AnonymousSiam” for translation.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 คุณปู่วัย 62 ปี คนหนึ่งต้องเสียชีวิตในโรงพยาบาลภายในเรือนจำของประเทศไทย ไม่ถึงหนึ่งปี หลังถูกตัดสินโทษจำคุก 20 ปี ในข้อกล่าวหา ส่งข้อความ SMS หมิ่นสถาบันกษัตริย์ของไทยสี่ข้อความ

เขาเสียชีวิตอย่างเดียวดาย ไร้ซึ่งภรรยา นางรสมาลิน ลูก และหลานๆ อยู่เคียงข้าง นายอำพล ตั้งนพคุณ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศไทย ในชื่อ “อากง” ซึ่งแปลว่า คุณปู่ กลายเป็นเหยื่อของกฎหมายที่คร่ำครึ และไม่เป็นธรรมอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชาณุภาพ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 112 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

นายอำพลถูกตัดสินเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี สำหรับการส่งข้อความ SMS แต่ละครั้ง เขายืนยันความบริสุทธิของตนเอง ตลอดการดำเนินคดี และจนถึงปัจจุบัน

เขาให้การต่อผู้พิพากษาว่า เขาไม่รู้วิธีส่งข้อความ SMS และครอบครัวของเขาก็ยืนยันเช่นนั้น

ข้อความดังกล่าวถูกส่งไปให้นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขาประจำตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมเกียรติ นำข้อความดังกล่าวไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กระบวนการไต่สวน ไม่สามารถอธิบายได้ว่า นายอำพล มีหมายเลขโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติได้อย่างไร นอกจากนั้น หมายเลขที่ส่งข้อความ ก็ไม่ใช่หมายเลขโทรศัพท์ของนายอำพล แต่กระบวนการไต่สวนกลับกล่าวหาว่า ข้อความดังกล่าวถูกส่งมาจากโทรศัพท์มือถือ ที่มีหมายเลข IMEI เดียวกับของนายอำพล ผู้พิพากษาไม่สนใจหลักฐานที่แสดงว่า หมายเลข IMEI สามารถลอกเลียนแบบได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจอย่างสิ้นเชิง ในความซับซ้อนของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

นายอำพลถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เขาถูกกักตัวไว้ 63 วัน จนได้รับการประกันตัวในวันที่ 4 ตุลาคม 2553 ในวันที่ 18 มกราคม 2554 เขาถูกตั้งข้อกล่าวหา และถูกจองจำ จนกระทั้งวันที่เขาสิ้นชีวิต

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้แสดง ความเป็นห่วงอย่างลึกซึ้ง ในเรื่องการรักษาพยาบาลของเขา

ในขณะนี้ สาเหตุการตายของนายอำพลยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด (อยู่ระหว่างการผ่าพิสูจน์) แต่ในขณะที่ถูกตัดสิน เขายังป่วยด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียง ซึ่งการคุมขัง ทำให้เขาต้องขาดจากการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม

ได้มีการนำเสนอข่าว การตายของเขาอย่างกว้างขวาง ทั้งในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ:

คดีนี้มีปัญหาที่น่าเป็นห่วงด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก กระบวนการไต่สวน ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้อความดังกล่าว ถูกส่งโดยนายอำพล เขายืนยันเสมอว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ เขาและพยานปากอื่นๆ ให้การกับศาลว่า เขาไม่รู้วิธีการส่งข้อความ SMS ด้วยซ้ำ และผู้พิพากษาอ้างถึงคำให้การดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน ในคำตัดสิน (จากเว็บไซต์ iLaw) ดังนี้

สำหรับประเด็นสำคัญในคดีที่จำเลยตั้งประเด็นว่า หมายเลขอีมี่ หรือรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์อาจถูกปลอมแปลงได แต่จำเลยไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ส่วนประเด็นที่ว่า เอกสารในสำนวนฟ้องที่หมายเลขอีมี่หลักที่ 15 ไม่ตรงกับหมายเลขอีมี่ในเครื่องโทรศัพท์ คือในเอกสารบางจุดแสดงว่าเป็นเลข 0 บางจุดแสดงว่าเป็นเลข 2000 ขณะที่ในเครื่องโทรศัพท์จริงๆ เป็นเลข 6  ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตามที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็นในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 เท่านั้นจึงปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่นแต่จากการทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุาการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน

ยังไม่มีใครรู้ว่า ใครเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว แต่เป็นไปได้ยากมากที่จะเป็นนายอำพล

ประการที่สอง ถึงแม้ว่า ข้อความดังกล่าว ใช้ภาษาและคำพูด ที่ก้าวร้าว แต่การตัดสินโทษจำคุก 20 ปี นั้น ยังต้องมีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ถึงความเหมาะสมของโทษนี้ ในประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ อย่างที่ประเทศไทยอ้างว่าเป็น

ข้อความที่ส่ง พุ่งเป้าไปที่ราชินีสิริกิติ ภรรยาวัย 79 ปีของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช สิริกิตขึ้นชื่อในเรื่องมุมมองที่เป็นเผด็จการแบบสุดโต่ง และมีส่วนเข้าไปแทรกแซงการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ แม้ว่า โดยทางการแล้ว ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งวังมีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

สิริกิติ และภูมิพล มีความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงกันมาตั้งแต่ราวๆ ปี 2528 ถึงแม้ในประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้จะไม่เป็นที่ทราบในทางสาธารณะ โทรเลขของสหรัฐที่รั่วออกมา เมื่อปี 2552 รายงานว่า:

ก่อนกลางปี 2551 กษัตริย์ และราชินี ใช่ชีวิตส่วนใหญ่ แบบแยกกันอยู่ ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นในการปรากฎตัวต่อสาธารณะ ความจริงที่ถูกปิดบังนี้ เริ่มขึ้นหลังจากที่ราชินี หายตัวไปจากสายตาของสาธารณะเมื่อปี 2529 เกือบ 6 เดือน เพื่อฟื้นฟูสภาพเหนื่อยล้าของจิตใจ จากการที่กษัตริย์ ปลดนายทหารเสือคู่ใจออกจากตำแหน่ง และหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ในวงเครือญาติ ก็แตกระแหงอย่างรุนแรง โดยเหลือเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าได้กับทั้งสองฝ่าย

ความร้าวฉานระหว่างภูมิพล และสิริกิติ มีมูลเหตุมาจาก ความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยของราชินีกับทหารเสือคู่ใจ พันโทณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช แต่ทั้งคู่ก็มึความไม่ลงรอยกันอยู่ก่อนแล้ว ในเรื่องการปกครอง และการสืบราชสมบัติ ทั้งภูมิพล และสิริกิติเชื่อว่า วังควรมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเมืองในประเทศไทย แต่ในขณะที่กษัตริย์ นิยมวิธีแบบเล่นอยู่เบื้องหลังเงียบๆ คอยกล่าวสุนทรพจน์เมื่อสถาบันต้องมีบทบาท ราชินีกลับระมัดระวังน้อยกว่ามาก และดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างออกหน้าออกตา นอกจากนั้น (จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้) สิริกิติยังยืนกรานที่จะให้รัชทายาทที่ถูกลืม และก้าวร้าวอย่าง ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ต่อจากภูมิพล โดยไม่สนใจเสียงทัดทานของภูมิพล

ถึงกระนั้น ระหว่างปี 2550 ถึง 2551 ก็ต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้สืบราชสมบัติใหม่แบบถอดราก สิริกิติต้องยอมจำนนต่อวชิราลงกรณ์ในที่สุด หลังจากมีวีดีโอฉาววันเกิดแบบพิศดารของสุนัขสุดรักของเขา ฟูฟู ในวีดีโอ ศรีรัตน์ ภรรยาคนที่สามของเขา หมอบอยู่บนพื้นแบบเปลือยเปล่าเหลือเพียงชุดชั้นในชิ้นล่าง หลังจากนั้นฟ้าชายทิ้งศรีรัตน์ไป เพื่อใช้เวลาส่วนใหญ่ในเยอรมนี พร้อมด้วยอนุภรรยาคนใหม่ ระหว่างรับการรักษาโรคที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ดังเช่นปรากฎในโทรเลขลับของสหรัฐเมื่อปี 2552:

เป็นเวลาหลายปีที่ราชินีสิริกิติสนับสนุนความสนใจในตัวฟ้าชายวชิราลงกรณ์อย่างแข็งขัน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่สำคัญ ในสายตาของอีกฝ่ายอย่างฟ้าหญิงสิรินทร ซึ่งเป็นที่พึงพอใจอย่างกว้างขวางในทางสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น ราชินีเป็นแรงเคลื่อนที่สำคัญเบื้องหลังฟ้าชายในการเยือนวอชิงตันเมื่อปี 2546 เธอตั้งใจอย่างมากที่จะปรับภาพลักษณ์ในสายตาของคนไทย ให้สามารถยอมรับกับกษัตริย์ในอนาคตได้ บุรุษที่เพิ่งแต่งงานใหม่ และจะมีบุตรไว้สืบสกุลต่อในไม่ช้า

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ ในปี 2550 เนื่องมาจากสองเหตุผล: การปรากฎของวีดีโอ และภาพนิ่งของศรีรัตน์ ภรรยาวชิราลงกรณ์ ในชุดเปลือย ทั้งบนอินเตอร์เนต ซีดี และกระจายไปทั่วทั้งกรุงเทพ กับปัญหาที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่ฟ้าชายใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศไทย ในปี 2551 ราชินีและฟ้าชายมีปากเสียงกันกลางโรงพยาบาล ระหว่างราชินีรับฟังสรุปคำวินิจฉัย โดยฟ้าชายด่าว่าเธอด้วยความโกรธแค้น ต่อหน้านางกำนัล หลังจากนั้น นางกำนัลหลายคนปฏิเสธที่จะเข้ารับใช้ ถ้าฟ้าชายเข้าพบราชินี

ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ (เกือบ 75%) ในสองปีหลังอยู่ในยุโรป (หลักๆ จะพักที่บ้านพักตากอากาศ ในสปาบำบัด 20 กิโลเมตรนอกเมืองมิวนิค) กับอนุภรรยาหลัก และสุนัขสุดรัก ฟูฟู วชิราลงกรณ์อาจจะป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับเลือด (หลายแหล่งข่าวอ้างว่า เขาติดเชื้อเอดส์ หรือไวรัสตับอักเสบซี หรือโรคมะเร็งเลือดที่พบได้ยาก หรือรวมๆ กัน ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายเลือดเป็นประจำ) ภรรยา(คนที่สาม)คนปัจจุบัน ศรีรัตน์ และลูกชายวัย 4 ขวบที่รู้จักกันในชื่อ องค์ที พักอยู่ในพระราชวังสุโขทัยของเขา ในกรุงเทพ แต่เมื่อวชิราลงกรณ์กลับมากรุงเทพ เขาจะพักอยู่กับอนุภรรยาคนที่สอง ในห้องพักรับรองพิเศษของกองทัพอากาศ ทางปีกหก สนามบินดอนเมือง (หมายเหตุ: อนุภรรยาทั้งสองคน เป็นพนักงานต้อนรับของการบินไทย ฟ้าชายเปลี่ยนจากการขับเครื่องบินเอฟ5เอส มาเป็นเครื่องบินโบอิ้งและแอร์บัส ของการบินไทย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จบหมายเหตุ) เป็นที่รู้กันมานานถึงความก้าวร้าว และอารมณ์ที่แปรปรวน ทำให้มีไม่กี่คนที่สามารถอยู่วงในของฟ้าชายได้นาน

ความไม่ลงรอยกันระหว่างสิริกิติ และวชิราลงกรณ์ เป็นตัวเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงในสมการการเมืองของประเทศไทย แทนที่จะสนับสนุนลูกชายของตนเองขึ้นครองราชหลังจากที่ภูมิพลเสียชีวิต สิริกิติตัดสินใจว่าควรอยู่ในอำนาจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน ในนามลูกคนเล็กของฟ้าชายกับศรีรัตน์ หลังจากที่กษัตริย์เสียชีวิต โดยวชิราลงกรณ์จะถูกกีดกันออกจากการขึ้นครองราช ผู้นำฝ่ายกษัตริย์นิยมอย่างเปรม ติลสูลานนท์ และอานัน ปันยารชุนเกลียดวชิราลงกรณ์มานานแล้ว และเชื่อ (จริงๆ) ว่า ถ้าเขากลายเป็นกษัตริย์ มันจะหมายถึงจุดจบของวัฒนธรรม “เครื่องข่ายอำมาตย์” ในประเทศไทย พวกเขาเป็นพันธมิตรกับสิริกิติ และพยายามเคลื่อนให้เธอเข้าสู่อำนาจหลังการเสียชีวิตของภูมิพล ซึ่งจะนำไปสู่มิติใหม่ของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย เนื่องจากมีความเชื่อว่า ผู้นำที่ได้รับความนิยมอย่าง ทักษิณ ชินวัตร เป็นพันธมิตรกับวชิราลงกรณ์ ทำให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมมีความพยายามอย่างแน่วแน่กว่าเดิม ที่จะทำลายบทบาททางการเมืองของเขา พวกเขากลัวว่า ถ้ารัฐบาลที่ชี้นำโดยทักษิณมีอำนาจอยู่ ในขณะที่ภูมิพลเสียชีวิต พวกเขาจะไม่มีทางขวางการขึ้นครองราชของวชิราลงกรณ์เป็นราชกาลที่ 10 ได้ (เป็นเรื่องน่าประหลาด ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และทายาทราชสมบัติของเขาพังลงมาหลายสิบปีแล้ว แต่ตอนนี้เขาดูเหมือนจะอยากให้วชิราลงกรณ์ขึ้นครองราชต่อ เป็นการเปลี่ยนจุดยืนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ระหว่างภูมิพลและสิริกิติ)

ตั้งแต่ปี 2550 สิริกิติเริ่มยื่นมือเข้ามาขัดขวางทักษิณ และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคลั่งเจ้าขวาจัดอย่างเสื้อเหลือง ตามรายงานโทรเลขลับของสหรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551:

สภาพแนวรบทางการเมืองของทักษิณถูกขีดขึ้นอย่างชัดเจน ถึงแม้จะมีผู้เล่นหลายคนเข้าร่วม…เครื่องยนต์ทักษิณต้องเจอกับกลุ่มผสมระหว่าง กษัตริย์นิยม ชนชั้นกลางกรุงเทพ และคนจากภาคใต้ โดยมีราชินีสิริกิติโผล่ออกมาร่วมในแนวรบ เพราะบทบาทของกษัตริย์ภูมิพลลดลงไปมาก…พวกเขาทั้งสองข้าง กำลังวางตำแหน่งตัวเล่นหลักของฝ่ายตนเอง ในจุดที่ว่างอยู่กับเราในทางลับ มันจะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความจริง หลังจากที่กษัตริย์สวรรคต

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ราชินีสิริกิติละทิ้งการเสแสร้งว่าอยู่เหนือการเมืองทุกอย่าง เมื่อเธอเข้าร่วมในงานศพของอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมเสื้อเหลืองที่เสียชีวิต ในการปะทะกัน ระหว่างตำรวจ และผู้ชุมนุมต่อต้านทักษิณ ที่พยายามขัดขวางการเข้าทำงานของรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม ดังหมายเหตุของทูตสหรัฐ:

ราชินีสิริกิติ ได้ละทิ้งตัวอย่างที่กษัตริย์ภูมิพลทำมาตลอดหลายสิบปี ด้วยการลากสถาบันกษัตริย์ที่มีภาพของการอยู่เหนือการเมือง ให้เข้าสู่ความอลม่านทางการเมือง ทำให้อนาคตของสถาบันอยู่ในอันตราย…

ราชินีสิริกิติ แสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน ผิดธรรมเนียมปฏิบัติแต่เดิม โดยการเข้าร่วมงานศพของผู้ชุมนุมพันธมิตรรากหญ้าคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรและตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แม้กระทั่งคนใกล้ชิดของราชินีบางคน ยังออกมาแสดงความกังวลในการแสดงออกทางการเมืองที่มากเกินไป เนื่องจากมันไปทำลายหลักการที่กษัตริย์พยายามส่งเสริมมานาน คือ การอยู่เหนือการเมืองของสถาบัน หลังจากการปรากฎตัวของราชินี กระแสของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทางสาธารณะ โดยส่วนใหญ่มีเป้าหมายพุ่งตรงไปยังตัวราชินี

การเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองของสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวในเวลาเช่นนี้ เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการสืบราชสมบัติมากขึ้นในท้ายที่สุด และมันอาจเป็นลูกศรที่ย้อนกลับมาทำร้ายเหล่ากษัตริย์นิยม เมื่อเวลาในการกำหนดบทบาทใหม่ของสถาบันกษัตริย์มาถึง หลังจากสิ้นองค์กษัตริย์

การเอื้อมมือเข้ามายุ่งการเมืองอย่างไม่มีท่าของสิริกิติ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสม ในกระทำของเธอ และของสถาบันกษัตริย์ มันเป็นข้อพิสูจน์สุดท้ายสำหรับคนไทยหลายคนว่า วังเป็นศัตรูของพวกเขา ไม่ใช้ผู้คุ้มภัย โดยมีการโจมตีสิริกิติอย่างหนักบนโลกออนไลน์ เพื่อเป็นการตอบโต้ เหล่าผู้นำทหารที่อยู่ฝ่ายสิริกิติ เข้าปราบปรามกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ดังปรากฎในโทรเลขของสหรัฐ:

การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชินีสิริกิติ ทั้งบนโลกออนไลน์ และในทางสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเร็วๆ นี้…

การเพิ่มขึ้นของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ความถี่ของการแสดงความคิดเห็นต่อคดีหมิ่น และความเข้มงวดในการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ ชี้ให้เห็นว่า บางภาคส่วนของสังคมมีความไม่พอใจอย่างมาก ต่อพฤติกรรมของสมาชิกบางคนในครอบครัวเจ้า หรือแม้กระทั้งตัวสถาบันเอง ถ้าหน่วยงานของรัฐปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์อย่างหนักหน่วง อาจส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะการปิดปากคนหลายๆ กลุ่ม อาจทำให้การนินทาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าบางคน เปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามอย่างมีนัยยะ ต่อบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ภายหลังการเสียชีวิตของกษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นที่รัก

ทั้งหมดคือเบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นศัตรูต่อสิริกิติในประเทศไทย เธอกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจสำหรับคนไทยหลายคน โทรเลขของสหรัฐรายงานถึงป้ายโฆษณาที่โจมตีสิริกิติ ทั่วทั้งภาคใต้ของประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2552 และมีการทำลายรูปของราชินีในจังหวัดทางภาคอิสานด้วย นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ถูกแพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์ (ยังไม่ยืนยัน) เกี่ยวกับการครอบครองเพรชสีน้ำเงินของสิริกิติ ที่ถูกขโมยมาจากราชวงศ์ซาอุดิอารเบีย โดยคนงานชาวไทยในปี 2532 โดยไม่เสียอะไรเลย (ผมเขียนเรื่องราวดังกล่าวไว้ ที่นี่)

ข้อความ SMS ทั้งสี่ข้อความที่ถูกใช้กล่าวหาว่า ส่งโดยนายอำพล ตั้งนพคุณ ก็มีใจความในประเด็นเหล่านี้ ใครก็ตามที่เป็นคนส่ง มีความไม่พอใจอย่างมาก กับพฤติกรรมของราชินีสิริกิติ เช่นเดียวกับคนไทยอีกหลายคน เนื้อหาของข้อความไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะจนกระทั่งเร็วๆ นี้ และมีใจความดังแสดงไว้ด้านล่าง พร้อมกับคำแปลภาษาพูด เป็นอังกฤษ ข้อความทั้งหมดถูกนำมาจากเอกสารของศาล โดยสามารถดู ในรูปแบบ PDF ได้ที่นี่:

  • ข้อความแรก 9 พฤษภาคม 2553 – ขึ้นป้ายด่วน อีราชินีชั่วมันไม่ยอมเอาเพชรไดรมอนด์ไปคืนซาอุฯ ราชวงศ์หัวควยมันพังแน่
  • ข้อความที่สอง 11 พฤษภาคม 2553 – อีราชินีชั่ว อีหีเหล็ก มึงแน่จริงมึงส่งทหารเหี้ยๆ มาปราบพวกกูซิวะ โคตรอีดอกทอง ชั่วทั้งตระกูล
  • ข้อความที่สาม 12 พฤษภาคม 2553 – สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหัวควย อีราชินีหีเหล็ก ไอ้อีสองตัวนี้มันบงการฆ่าประชาชน ต้องเอาส้นตีนเหยียบหน้ามัน
  • ข้อความที่สี่ 22 พฤษภาคม 2553 – ช่วยบอกไอ้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหัวควยกับอีราชินีหีเหล็ก และลูกหลานของมันทุกๆ คนต้องตาย

ข้อความทั้งหมดรุนแรง เต็มไปด้วยความเคียดแค้น เนื้อหาของมันคงทำให้คนไทยหลายคนตกใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีมุมมองกับสถาบันกษัตริย์อย่างไร ไม่มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า ข้อความถูกส่งโดยนายอำพล และไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคนส่ง คำถามที่ว่า พวกเขาควรถูกตัดสินให้จำคุก 20 ปี ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย ของศตวรรษที่ 21 หรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

ตัวภูมิพลเองยังคงบาดหมางกับสิริกิติ และตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 เขามีชีวิตอยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำที่ไหลผ่านกรุงเทพ อย่างเจ้าพระยา และปฏิเสธที่จะกลับบ้าน ภายในพระราชวัง แม้ว่าหมอประจำตัวจะอนุญาตให้ทำได้ เห็นได้ชัดว่าสุขภาพร่างกายของเขากำลังแย่ลง แต่สุขภาพทางใจของเขาต่างหาก ที่เป็นเรื่องกังวลของชนชั้นนำไทย ดังเช่นแกนนำของผู้นิยมเจ้าอย่าง อานัน ปันยารชุน ที่บอกกับทูตสหรัฐ ราล์ฟ “สกิป” บอย์ช ในปี 2547:

อานันกล่าวว่า เขาเป็นห่วงสุขภาพทางร่างกายของกษัตริย์น้อยกว่า ความสามารถของกษัตริย์ที่จะรับฟังคำแนะนำ และได้ประโยชน์จากกลุ่มคนใกล้ชิด อานันท์กล่าวว่า กว่าครึ่งของคนที่ทำงานในวังต้องการเพียงแค่สถานะ และอิทธิพลทางสังคม มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่อุทิศตนให้กษัตริย์ เขากล่าวว่า กษัตริย์ทรงโดดเดี่ยว และเกือบตลอดเวลา เขาไม่สามารถเลือกได้ว่าบุคคลใดที่เขาจะใช้เวลาร่วมด้วย

ในเดือนตุลาคม 2549 สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาพรรคฝ่ายกษัตริย์นิยม ผู้เต็มไปด้วยเรื่องคดโกง ของพรรคประชาธิปัตย์ บอกกับทูตสหรัฐว่า ภูมิพลมีอาการป่วยทางใจ:

เมื่อจับหน้าผากของเขา สุเทพอ้างว่า สุขภาพทางกายของกษัตริย์ปกติดี แต่ที่ทำให้เป็นห่วง คือสุขภาพทางใจของเขา ซึ่งถูกกดดันจากสถานะของอาณาจักรอันเป็นที่รักของเขา หลังจากที่เขาจากไป

ชาวต่างชาติคนหนึ่งที่อาศัยมานานในไทยสังเกตเห็นในสิ่งเดียวกัน และรายงานไว้ในโทรเลขที่รั่วออกมา ของสหรัฐ:

 เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่มีทางเลย ที่ใครจะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องถึงความรู้สึกในใจของกษัตริย์ หรือหาข้อสรุปที่แน่นอนระหว่างพัฒนาการทางการเมือง ความเป็นไปได้ของความเครียดทางอารมณ์ และความเจ็บป่วยทางกาย อย่างไรก็ตาม นักสังเกตุการณ์คนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในไทยมานาน ตั้งแต่ปี 2498 อ้างกับเราเสมอตลอดปีที่ผ่านมาว่า กษัตริย์แสดงอาการพื้นฐานของโรคซึมเศร้า – “มันก็ควรเป็นเช่นนั้น เมื่อต้องเห็นสิ่งที่เกิดในอาณาจักรของเขา หลังครองราชมา 62 ปี ในบั้นปลายของชีวิต” – และอ้างว่า เพราะความทุกข์ทางใจนั่นแหละ ที่ส่งผลต่อสุขภาพทางกายของเขา

ในเดือนพฤศจิกายน 2552 ทูตสหรัฐนายอีริค จี จอห์นเขียนเกี่ยวกับภูมิพลว่า:

เนื่องจากหลายสาเหตุเริ่มต้นมานานจากโรคพาคินสัน โรคซึมเศร้า และอาการปวดหลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และภรรยาของเขา รวมถึงลูกๆเกือบทั้งหมดถูกทำให้แย่ลง มีเพียงลูกสาวคนที่สอง สิรินธร ที่ยังคงใกล้ชิดกับเขา ความเคารพนับถือที่กระจายไปอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทย มาเป็นเวลานาน เริ่มเสื่อมลง ดังเช่นนายอำพล เขาดูเหมือนถูกกำหนดให้ตายอย่างโดดเดี่ยวด้วยใจที่แตกสลาย อีกหนึ่งเหยื่อผู้โชคร้ายภายใต้คำสาปของกลุ่มคนคลั่งเจ้าในประเทศไทย

 

 

[CJ Hinke of FACT comments: If nothing else moves you to tears this year and gives you courage, this is it. Akong and Aunty Oo are forever in our hearts.]

Prachatai: April 24, 2012

http://prachatai.com/journal/2012/04/40198

 

หมายเหตุ – บทกวีจากนางรสมาลิน (ป้าอุ๊) ภรรยานายอำพล หรือ อากง SMS ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากข้อกล่าวหาในการส่งข้อความสั้น 4 ข้อความไปยังมือถือเลขานุการนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2555                        เราอยู่ด้วยกันมาถึงปีที่ 44

รวมความสุขทั้งความทุกข์ที่มามี          แล้ววันนี้มีเปลี่ยนเปลี่ยนไป

มวลมรสุมทุ่มเข้ามาผวาสุดสุด              ร่างกองทรุดสุดหวั่นไหว

แต่เรายังมีเราร่วมหัวใจ                          จะยืนให้ได้ในชะตากรรม

หากวันนี้ฉันมีคาถาเสกเป่าได้               และถ้าได้ตาฝันที่ฉันขอ

ให้ทุกสิ่งเป็นจริงเหมือนเฝ้ารอ               เพียงขอเธอให้ได้กลับคืน

บนทางเดินในเส้นนี้มีขวากหนาม          จะพยายามไม่ยอมแพ้แม้ร้องไห้

จะฝืนยืนสู้ซมซานไป                                ใจไม่เคยท้อเพราะรอเธอ

ถึงวันนี้ยังลางเลือนเหมือนว่างเปล่า      แต่พวกเราคงหวังยังมีวันใหม่

วันพรุ่งนี้คงมีทางวิ่งกลิ้งเข้าเส้นชัย       มาเริ่มต้นกันใหม่ในวัยชรา

จนตายจากกัน

 

เพื่อเธอ

ป้าอุ๊

ครบรอบ 44 ปีของเธอและฉัน ครบรอบ 478 วันของเธอ

วันที่ 3 เมษายน 2555

http://www.shakespearemustdie.com/

Trailer: http://www.youtube.com/watch?v=vd6JEk6Imco

เรื่อง หนังไทยเชคสเปียร์โดนแบนโดยรัฐบาลไทย

…………………………………………………………………………………………………..

บ่ายวันนี้ คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ (กองเซ็นเซอร์) ในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติสั่งห้ามฉาย ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ได้รับทุนสร้างจากกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2553 ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จและเข้าตรวจพิจารณาปีนี้

ตามเอกสารบันทึกการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ (แนบมาใน attachment) : “คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่า ภาพยนตร์เรื่องเชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2552 ข้อ 7 (3)

จึงมีมติไม่อนุญาต โดยจัดเป็นประเภทภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 26 (7) แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ .. 2551

ภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างขึ้นจากบทละคร ‘โศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ’ (The Tragedy of Macbeth) ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีเอกของโลก เป็นเรื่องราวของขุนพลที่มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างไร้ขอบเขต และคลั่งไคล้ในไสยศาสตร์ เมื่อมีแม่มดมาทักว่าจะได้เป็นกษัตริย์ในภายหน้า และโดยการยุยงของภรรยา เขาสังหารพระราชาเพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ แม็คเบ็ธปกครองแผ่นดินด้วยความบ้าอำนาจ พาให้บ้านเมืองตกอยู่ในยุคมืดมนแห่งความหวาดกลัว โดยที่ตัวเขาเองก็ปราศจากความสุข ต้องใช้ความรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาอำนาจของตน

อนึ่ง ละครเรื่องแม็คเบ็ธนี้ เมื่อปีที่แล้วได้มีการจัดแสดงโดยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ‘แม็คเบ็ธ’ นั้น บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของเด็กมัธยมต้นทั่วโลก (ในทุกประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ) มาเป็นเวลาหลายชั่วคน และได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งโดยนักทำหนังอินเดีย ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเห็นว่า เราไม่สามารถพูดถึงเรื่องศีลธรรม ความโลภ ความบ้าอำนาจ ความมักใหญ่ใฝ่สูงอันไร้ขอบเขตกันได้อีกแล้วในประเทศไทย ผู้คนอยู่กันด้วยความกลัว ราวกับว่าอยู่ใต้แม็คเบ็ธในบทละครของเชคสเปียร์จริงๆ มันแปลกประหลาดมากที่องค์กรของกระทรวงวัฒนธรรมลุกขึ้นแบนหนังที่กระทรวงวัฒนธรรมเองเป็นผู้สนับสนุน และกองเซ็นเซอร์ ภายใต้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เห็นควรแบนเชคสเปียร์

ด้วยความนับถือ

มานิต ศรีวานิชภูมิ

ผู้อำนวยการสร้าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’

[CJ Hinke of FACT comments: We find this an incredibly simplistic view unsupported by hard facts.

1) If Singapore’s and Malaysia’s zero-tolerance, death-penalty laws are working to stop drug dealing, why are club drugs flowing north? Where is the evidence of any significant seizures?

2) Arms from Burma transiting Bangkok on their way South, eh? So how many have been seized?

3) If ya ba comes from Burma and so do the arms, then how, exactly, are drugs financing weapons in the South?

Frankly, this is all screwball to anyone who takes 15 seconds to think about it!]

The Flow of Arms and Drugs in Thailand

Pearl

2Bangkok: March 28, 2012

http://2bangkok.com/the-flow-of-arms-and-drugs-in-thailand.html

From Komchadluek, March 12, 2012

[This is part of a massive campaign rolled out in the media earlier this month. WHile the organized crime angle is likely a key part of some of the violence in the Thai deep south, the plan itself also reveals some of the realities of the present situation:

1. This definition of the problem is meant to mold pubic perceptions about what is behind the violence in the deep south and thus gain public support for government initiatives. Gaining public awareness and then support for government action has been a unique feature of Thaksin-related governments. Traditional political parties focus on internal coalition politics and rebuff any attempts to use public opinion to influence the decision-making process.

2. This overall definition of what is happening in the south is classic Thaksin: that the trouble is caused by drug-dealing bandits (not separatism or demand for local justice) and thus harsh measures (such as extra-judicial killings--a popular and widely accepted practice across the political spectrum) is a justified way of dealing with the situation.

3. The government is locked in battle with the military (particularly C-in-C Prayuth) over a variety of issues related to Thaksin as well as the military's self-proclaimed prerogative to act independently of civilian oversight.
The present plan to grant limited autonomy in the deep south and place conditions on the treatment of detainees is widely disregarded by the military. The military still acts independently by using elite forces to detain and torture civilians in the name of extracting intelligence information. This complicates efforts to improve trust between the government and local communities.]

The headlines: Drug and arms networks that are troubling the South are revealed. They flow from the North to Bangkok, down to Songkhla and into Malaysia.
Text: Komchadluek reveals the nationwide cycle of drugs, contraband goods and arms connected to the southern violence and international criminals. Songkhla is identified as a stop-off for all kinds of goods before distribution inside and outside the country.
First panel: Drug route: Amphetamines and marijuana from neighboring countries are sent through the North, the Northeast and the East, stopping in Bangkok before being sent down to Songkhla and into Malaysia and Singapore.
Club drugs from Malaysia and Singapore stop off in Songkhla before being sent up to Bangkok. [The term "club drugs" is used as an English term spelled phonetically in Thai. They refer to more trendy drugs such as ecstasy that are popular with club-goers.]
Arms route: Arms from Burma are sent through the North, stopping in Bangkok before continuing on to Songkhla and then for use in the violence in three southernmost provinces.

Orange-colored provinces -> 31 provinces with a very high level of drugs
Yellow-colored provinces -> 33 provinces with a moderate level of drugs
Downward-heading arrows on top, from left to right: Drugs are delivered from Burma to Bangkok — Arms are delivered from Burma to Bangkok — Drugs are delivered from Laos to Bangkok.
Downward-heading arrows on bottom, from left to right: Drugs from Bangkok are sent to Songkhla — Arms from Bangkok are sent to Songkhla.
Upward-heading arrow at bottom: Drugs from Songkhla are sent to Bangkok.
Left-heading arrow in the middle: Drugs are delivered from Cambodia to Bangkok.
Left-headed arrow down below: Drugs are sent from Malaysia and Singapore.
Right-headed arrow down below: Drugs are sent to Malaysia and Singapore.
By the money: Stop-off for drugs, arms and contraband goods.
On the fire: Arms are brought down to foment violence in the three provinces.


กลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT) มีความยินดีที่จะมอบ FreedomServer ซอฟท์แวร์ Open Source ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Psiphon จาก SecDev Group ประเทศแคนาดา เพื่อ FACT โดยเฉพาะ!

บริการ FreedomServer Web-based Proxy ขอสงวนโอกาสพิเศษเฉพาะผู้ใช้ที่ได้ลงชื่อใน FACT petition โดยคุณสามารถลงนามแสดงจุดยืนต่อต้านการเซ็นเซอร์ทุกประเภทในประเทศไทย ได้ที่นี่

เราจะทำการรวบรวมรายชื่อของคุณพร้อมด้วยผู้สนับสนุนรายอื่นๆใน FACT petition และแจ้งให้คุณทราบถึงวิธีการสร้างบัญชีสมาชิกผ่านทาง e-mail address อย่างไรก็ตาม หากคุณได้ทำการลงชื่อใน FACT petition เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอความกรุณาแจ้งให้เราทราบอีกครั้งหนึ่ง

Proxy ปฏิบัติการอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทย และถือเป็นหลักสำคัญสำหรับธุรกรรมทางการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หาก FreedomServer Web-based proxy ถูกบล็อก บัญชีสมาชิกของผู้ใช้จะค้นหาช่องทางการเข้าเวปไซต์ให้ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณลืมเรื่องการเซ็นเซอร์ไปเลย!

FreedomServer ช่วยให้พลเมืองเน็ตสามารถต่อกรกับการเซ็นเซอร์จากรัฐบาลได้อย่างปลอดภัย ผู้ใช้โปรแกรมสามารถเข้าชมเวปไซต์และเนื้อหาออนไลน์ที่ถูกสกัดกั้นหรือกรั่นกรองได้ โดยยังคงสถานะนิรนาม

Psiphon เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดย Nart Villaneuve จาก Secdev. Cyber และ Michelle Levesque จาก  Google โปรแกรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ OpenNet Initiative ภายใต้ความร่วมมือของ  Berkman Center for Internet and Society ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนโดย Open Soceity Institute ต่อมาได้รับการพัฒนาในโครงการ Citizen Lab ณ  Munk School of Global Affairs มหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา

นอกจากนี้ ผู้สนับสนุนโปรแกรม Psiphon ยังประกอบไปด้วยสหภาพยุโรป, กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา, บีบีซี , Voice of America, Radio Free Asia และ Radio Farda

แม้ว่าประเทศไทยจะมีมาตรการการเก็บรักษาข้อมูลออนไลน์โดยรัฐบาล เช่นเดียวกับในสหราชอาณาจักร สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆทั่วโลก แต่การเข้าถึง FreedomServer นั้น ใช้การเข้ารหัสแบบ 128-bit   Secure Sockets Layer (SSL) Advanced Encryption Standard (AES) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับเวปไซต์ธนาคาร

FACT ขออภัยหากคุณได้รับข้อความนี้ซ้ำ โดยคุณสามารถ แจ้งให้เราทราบ เพื่อที่เราจะทำการลบที่ e-mail address ที่ซ้ำซ้อนออกไป ขอบคุณครับ!

Psiphon 3 (ฉบับภาษาอังกฤษ) เป็น software-based VPN ที่สนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows เท่านั้น สำหรับคำแนะนำการใช้งานภาษาไทยโปรดคลิก ที่นี่

ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือในการเผยแพร่ข้อมูลฉบับนี้ไปยังกลุ่มเพื่อน, ครอบครัว, นิสิต-นักศึกษา และ contact list ของท่าน

NO CENSORSHIP! NO COMPROMISE!

Now you can live it…

Just say know!

Dr. Tyrrell Haberkorn

ReadJournal: April 2011

http://readjournal.org/read-journal/vol-3-no-3-aril-september-2011/tyrell11/

 

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์ณ | เรื่องจากปก

วันที่ 5 เมษายน 2494 (1951) เอเธล โรเซนเบิร์ก (Ethel Rosenberg) ถูกตัดสินประหารชีวิตในความผิดฐานสมคบคิดจารกรรมและขายข้อมูลเกี่ยวกับระเบิดปรมาณูของสหรัฐอเมริกาให้แก่สหภาพโซเวียต
วันที่ 28 สิงหาคม 2552 (2009) ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ถูกตัดสินจำคุก 18 ปีโทษฐานที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
**
เอเธล โรเซนเบิร์ก ปฏิเสธว่าเธอมิได้ก่ออาชญากรรมตามที่ถูกกล่าวหา และเอกสารที่รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยในภายหลังก็ชี้ว่ากระทั่งในระดับสูงสุดของหน่วยข่าวกรองก็รู้ว่าเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับจารกรรมนั้น ขณะที่ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ยอมรับว่าเป็นผู้กล่าวถ้อยคำตามที่ถูกกล่าวหา แต่ปฏิเสธว่าการกระทำนั้นมิใช่ความผิดในการหมิ่นสถาบันกษัตริย์
**
ชีวิตของหญิงทั้งสอง คดีความที่ฟ้องร้องต่อทั้งคู่ และโทษทัณฑ์ที่มาสู่พวกเธอ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วในกรณีของเอเธล หรือที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะในกรณีของดารณี ทั้งหมดนี้แยกห่างกันคนละมหาสมุทร คนละห้วงเวลากว่า
หกสิบปี และคนละระบบกฎหมาย แต่ผู้เขียนอยากจะเสนอว่า แม้จะมีความต่างเหล่านี้ แต่ทั้งสองกรณีนี้ล้วนเป็นอาการบ่งชี้ว่ารัฐใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือในการปราบปรามอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งบ่งชี้ถึงเงื้อมเงาทะมึนของวิกฤตชาติ
****

อ่านบทความฉบับเต็มได้จากวารสาร อ่าน

20 กุมภาพันธ์ 2555

 

เรียนเชิญสื่อมวลชนและผู้สนใจ เข้าร่วมการสังเกตการณ์การพิจารณาคดีปีนสภาสนช. คดีนี้เกิดจากเหตุการณ์ในปี 2550 ที่ผู้ชุมนุมนับพันคัดค้านการเร่งผ่านกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งเป็นสภาที่ถูกแต่งตั้งขึ้นหลังจากการรัฐประหารในปี 2549 โดยผู้ชุมนุมได้ปีนรั้วเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา ส่งผลให้สำนักงานเลชาธิการวุฒิสภาแจ้งความฟ้องร้องนายจอน อึ๊งภากรณ์ และพวก ซึ่งประกอบด้วยนักพัฒนาองค์กรเอกชน นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ รวม 10 คน

โดยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 9.00 เป็นต้นไป ณ ศาลอาญารัชดาภิเษก ห้อง 801 มีการสืบพยานโจทก์วันแรก โดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานสนช. จะให้การในฐานะพยานโจทก์ปากที่หนึ่ง และยังมีนายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนางเตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาให้การในฐานะพยานโจทก์ด้วย

คดีดังกล่าว ศาลรับฟ้องเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2553 เป็นคดีดำที่ อ.4383/2553 ฟ้องร้องว่าผู้ชุมนุมละเมิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (กระทำการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล สร้างความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน) มาตรา 215 (มั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง) มาตรา 362 (เข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น) มาตรา 364 (เข้าไปในเคหะสถานโดยไม่มีเหตุอันควรและไล่ไม่ยอมออก) มาตรา 365 (ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะประทุษร้ายในการกระทำตามมาตรา 362, 364)

นายจอน อึ๊งภากรณ์ อดีตประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม อดีตประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการภาครัฐ เป็นจำเลยที่หนึ่งในคดีนี้ และผู้ถูกกล่าวหาอีก 9 คนได้แก่ นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายพิชิต ไชยมงคล นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท นายนัสเซอร์ ยีหมะ นายอำนาจ พละมี นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย และประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมในครั้งนั้นมาจากหลากหลายกลุ่มรวมราวพันคน เพราะเห็นว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่สมควรและไม่มีความชอบธรรมเร่งผลักดันกฎหมายใดๆ อีกทั้งช่วงการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ราวสองสัปดาห์ และได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดการเลือกตั้ง ซึ่งสนช. ไม่ควรและไม่มีความชอบธรรมในพิจารณากฎหมายอีกแล้ว และเนื้อหากฎหมายเหล่านั้นก็ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผู้ชุมนุมเข้าไปชุมนุมบริเวณด้านหน้าห้องประชุมรัฐสภาเพื่อขอให้ สนช.ยุติการพิจารณากฎหมายเหล่านั้นและเคารพเสียงของประชาชนเนื่องจากได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งแล้วจึงควรให้ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้พิจารณากฎหมายตามหลักการประชาธิปไตยต่อไป

ทั้งนี้ ตัวอย่าง กฎหมายที่ผู้ชุมนุมคัดค้าน ได้แก่

  • ร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรมีสาระสำคัญเป็นการขยายอำนาจให้กองทัพควบคุมสังคม โดยปราศจากการตรวจสอบจากสถาบันตุลาการ
  • ร่างกฎหมายป่าชุมชน มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเงื่อนไขตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการป่าชุมชน
  • ร่างกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ มีสาระสำคัญให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จใน 3 รูปแบบ คือรูปแบบการพัฒนาแหล่งน้ำ การผันน้ำการทำลายสิ่งกีดขวางทางน้ำในยามน้ำท่วม รูปแบบการบริหารจัดการหรือการใช้น้ำและรูปแบบการกำหนดการใช้ที่ดิน รวมทั้งไม่รับรองสิทธิของชุมชนที่จัดการน้ำที่มีอยู่เดิม
  • ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีสาระสำคัญเป็นการให้หน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่เช่นเดิม และการให้รัฐมีอำนาจควบคุม หรือห้ามเสนอข่าวสารโดยการสั่งการด้วยวาจา หรือหนังสือระงับรายการที่เสนอผ่านสื่อสาธารณะ
  • ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจมีสาระสำคัญเป็นการให้อำนาจรัฐนำรัฐวิสาหกิจเปลี่ยนสภาพให้เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด และการกระจายหุ้นแก่เอกชน อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ และทำให้ประชาชนเสียสิทธิที่จะเข้าถึงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
  • ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีสาระสำคัญเป็นการแปรรูปมหาวิทยาลัยออกนอกระบบเข้าสู่การบริหารโดยอาศัยกลไกตลาด

สำหรับกำหนดการพิจารณาคดี

ฝ่ายโจทก์นัดสืบพยานทั้งสิ้น 24 ปาก ตั้งแต่วันที่ 21-24, 28-29 กุมภาพันธ์ และ 1-2, 13-16 มีนาคม 2555

ฝ่ายจำเลยนัดสืบพยานทั้งสิ้น 24 ปาก ตั้งแต่วันที่ 20-23, 27-30 มีนาคม และ 3,5 และ 10 เมษายน 2555

ณ ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก

Andrew Macgregor Marshall

Thai E-news: 15 กุมภาพันธ์ 2555

http://thaienews.blogspot.com/2012/02/andrew-macgregor-marshall.html

“เมื่ออดีดนักข่าวหัวเห็ดของรอยเตอร์ กล้ายอมทิ้งหน้าที่การงานที่กำลังรุ่งโรจน์เพื่อเผยความจริง เราก็กล้าที่จะบอกว่าเขาต้องการพูดความจริงเรื่องอะไร”

โดย แอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล

แปลโดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

 

ประเทศไทยคือราชอาณาจักรที่อยู่ในห้วงวิกฤติ ที่เคลื่อนคล้อยเข้าใกล้วันเวลาแห่งความโกลาหลอย่างยากที่จะหยุดยั้งได้ ถูกหลอกหลอนด้วยผีศักดินาและผีเผด็จการแห่งอดีตกาลที่ยังพากันส่งเสียงระงมเซ็งแซ่ และกำลังทุรนทุรายอยู่ในความกลัวแห่งการโดดเดี่ยวตัวเองในโลกอนาคต ได้กลายเป็นประเทศที่ถูกแช่แข็งในกาลเวลา ตกอยู่ในกับดักแห่งวัฏจักรพิษของความรุนแรงและการปราบปราม

ความรุนแรงที่ทวีมากขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางสังคมและทางการเมืองที่ปกคลุมปัจจุบันสมัยของไทยนั้นก็คือการต่อสู้เพื่อที่จะค้นหาคำตอบที่แท้จริงต่อคำถามอันสำคัญยิ่งที่ว่า: คนไทยทั้งหลายทั้งมวลนั้นมีความชอบธรรมที่จะอยู่ในความเท่าเทียมกันหรือไม่? ประชาธิปไตยของประเทศไทยควรจะดำเนินไปในรูปแบบใด? และ “การเป็นคนไทย” หมายถึงอะไร? คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป เพราะสังคมไทยได้ขยับเคลื่อน ดังนั้นจึงมีความตื่นตัวและอ่อนไหวต่อสถานการณ์ต่างๆ มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

ประชาชนในประเทศนี้ต้องการที่จะค้นหาคำตอบที่จะเชื่อมสมานบาดแผลแห่งความเจ็บปวดที่เกิดจากการกีดกั้น และหนทางที่จะยอมให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้ มีเพียงทางเดียว คือจะต้องค้นพบซึ่งคำตอบ ซึ่งมันจำเป็นยิ่งที่คนไทยจำเป็นจะต้องพูดคุยเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้

แต่มันมีการบังคับเงียบจนแทบจะหายใจไม่ออกในประเทศไทย อำนาจที่ทรงพลังได้ตัดสินใจที่จะต่อต้านการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาต่อประเด็นที่ว่า ประชาชนต้องการเห็นประเทศเป็นเช่นใรในศตวรรษสมัยที่ 21 คนไทยไม่ได้รับอนุญาตแม้แต่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นความจริงขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองของพวกเขา

การพูดความจริงถูกทำให้เป็นอาชญากรรมได้อย่างง่ายดาย ประชาชนถูกคาดหวังให้เชื่อชุดข้อมูลแห่งเทพนิยายและตำนานขุนศึกต่างๆ – หรืออย่างน้อยก็ต้องแกล้งทำเป็นว่าพวกเขาเชื่อเรื่องเหล่านั้น – และปิดตาต่อปรากฎการณ์แห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศ

ดังนั้นแล้ว ราวกับว่าติดอยู่อยู่ในห้วงแห่งความฝันร้ายที่ไม่อาจตื่น ประเทศไทยเดินอย่างเลื่อนลอยสู่อนาคตที่ทุกผู้คนต่างก็ประจักษ์ว่ามันคือสภาวะอันตรายยิ่ง แต่ก็รู้สึกว่าไร้ซึ่งอำนาจใดใดจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น

คำถามเร่งด่วนที่ท้าทายประชาชนในประเทศไทยเหล่านี้จะไม่ถูกทำให้หมดไปได้ด้วยการเพิกเฉยต่อมัน และถ้าคำถามเหล่านี้ไม่สามารถหาคำตอบได้จากการถกเถียงแลกเปลี่ยน มันก็จะได้ข้อยุติบนการนองเลือด

มันค่อนข้างประจักษ์ชัดต่อผู้สังเกตการณ์ประเทศไทยที่รู้จักเหตุผลว่ามีเพียงวิถีทางเดียวที่จะแก้ปัญหาวิกฤติประเทศไปได้อย่างสันติภาพ คือ : สำนักพระราชวังจำเป็นจะต้องปรับตัว และปรับรูปแบบพระราชพิธีของพระราชสำนักภายใต้วิถีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่คล้ายคลึงกับประเทศทั้งหลายในโลกนี้ที่ปกครองด้วยวิถีประชาธิปไตยในรูปแบบเดียวกัน

ไม่ว่ารอยัลลิสต์ชาวไทยจะมีความปรารถนาว่าจะสามารถหยุดยั้งนาฬิกาไม่ให้หมุนเดินหน้า และแช่แข็งกาลเวลาไว้กับยุคแห่งอดีตกาลก็ตาม พวกเขาก็ไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นได้ โลกรอบตัวของพวกเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว และสถาบันพระมหากษัตริย์ก็จำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปพร้อมกับโลกด้วยเช่นกัน

อันตรายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และต่อพัฒนาการของประเทศไทย ที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้สำเร็จด้วยสันติวิธีและเป็นประเทศประชาธิปไตย ก็จะมาจากพวกคลั่งรอยัลลิสต์ใจคับแคบที่ปฎิเสธที่จะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว ทั้งรัฐประหาร 2549 การแทรกแซงของรอยัลลิสต์ในปี 2551 และการปราบปรามผู้ประท้วงชาวเสื้อแดงในปี 2553 ความรุนแรงอย่างน่าตระหนกของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในยามนี้ อันได้แก่ ปฏิกริยาแห่งความบ้าคลั่งและไม่เป็นมิตรแม้แต่น้อยต่อข้อเสนอที่มีเหตุมีผลของกลุ่มนิติราษฎร์

ทั้งหลายทั้งมวลนี้ชี้ให้เห็นว่า นอกจากไม่ยอมรับความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปแล้ว พวกรอยัลลิสต์สุดโต่งกำลังขุดสนามเพลาะเพื่อเตรียมตัวทำสงคราม การกระทำของพวกเขาเป็นอันตรายยิ่งต่อทั้งกับวังและต่อประเทศไทย

มันเนิ่นนามมามากแล้ว ที่พวกรอยัลลิสต์สุดโต่งเหล่านี้ ได้เป็นผู้กำหนดนโยบายทางการเมืองของประเทศไทย วิถีความคิดที่น่ารังเกียจของพวกเขาได้ถูลู่ถูกังประเทศไทยจากความรุนแรงหนึ่งสู่อีกความรุนแรงอย่างไม่หยุดหย่อน มันจำเป็นจะต้องหยุดได้เสียที

มันถึงเวลาแล้วที่คนไทยฝ่ายก้าวหน้าและมีความคิดทุกคน – ไม่ว่าจะมีความคิดความเชื่อในทฤษฏีการเมืองแบบใดและมีจุดยื่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์แบบไหน – จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้เพื่อนำประเทศไทยกลับมาจากการกำกับของรอยัลลัสติ์สุดโต่งที่กำลังนำพาประเทศไปสู่ความแตกสลาย

คนไทยจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจว่าการถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันทหารในอนาคตของพวกเขาไม่ใช่เป็นเพียงความชอบธรรมที่พึงกระทำเท่านั้น แต่ยังจำเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย มันถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นการพูดคุยถกเถียงระหว่างกันด้วยท่าที่แห่งการให้เคารพเกียรติ เปิดเผย และซื่อสัตย์ เพื่อนำพาประเทศไทยให้พ้นจากขอบเหว

ศัตรูที่แท้จริงของประเทศไทยไม่ใช่คนที่ต้องการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคต แต่จากคนที่ป้องกันไม่ให้มีการถกเถียงในประเด็นเหล่านี้ต่างหาก มันถึงเวลาที่จะต้องชัดเจนกันเสียทีว่า : คนที่ต่อต้านไม่ให้มีการถกเถียง และต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้กระทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ต่อประชาชนคนไทย วันเวลาของพวกเขามันหมดไปแล้ว

มันไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนด้วยความรุนแรง และไม่จำเป็นจะต้องผ่านการปฏิวัติ ถ้าคนไทยที่รักประเทศของตัวเองต้องการทำอะไรที่เป็นผลดีตต่อประเทศชาติ พวกเขาจำต้องทำความเข้าใจว่าการสนทนาและถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตเป็นสิทธิของพวกเขาและพวกเขาก็ควรจะกระทำได้โดยปราศจากความกลัว ความกล้าหาญแพร่กระจายได้ทางการสัมผัส ยิ่งทำมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นหนทางที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

 

 

[FACT comments: This is way closer to the line than we’d ever stray! And in the hyper-Royalist daily, Manager, no less!]

Pearl

2Bangkok: February 10, 2012

http://2bangkok.com/you-must-take-an-oath-to-protect-the-constitution-first.html

 

From Manager, January 26, 2012
Worajate: You must take an oath to protect the constitution first. Otherwise I won’t allow you two to be my parents.
Caption: It must be very difficult to be Mr. Worajate’s parents.
[The boy is Worajate Pakeerat, a Thammasat law professor and Nitirat Group's leader. He is the target of verbal attack among anti-Nitirat and anti-Thaksin forces. The allusion here is to the reform of the lese majeste law proposing that the King must take an oath to protect the constitution. Since it is out of question to draw a cartoon depicting HM The King, the cartoonist (Khun Buncha - Khamin) shows a father and mother bowing to a son. This imagery is surprising and shocking and is a violation of Thai traditional concepts of filial piety both as they relate to parents and the monarchy.]

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 329 other followers