ประเทศไทย: คำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก

ประเด็น: เสรีภาพในการแสดงออก อิสรภาพทางอินเตอร์เน็ต ผู้ต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน
———————————————————————

เรียน กัลยาณมิตร

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 ศาลอาญา กรุงเทพฯ ได้อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1667/2553 โดย น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 น.ส.จีรนุช อายุ 44 ปี เป็นเว็บมาสเตอร์ เว็บไซต์ประชาไท สำนักข่าวอิสระทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข่าวสารที่สำคัญ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความเห็นและการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ในช่วงกว่าเจ็ดปีที่ผ่านมาในประเทศไทย ข้อกล่าวหาต่อเธอเกิดขึ้นเนื่องจาก การที่เธอถูกกล่าวหาว่า ไม่สามารถลบข้อความที่หมิ่นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ออกจากเว็บบอร์ดประชาไทได้เร็วเพียงพอ ศาลมีคำพิพากษาว่า น.ส.จีรนุชมีความผิด หนึ่งกระทง จากสิบกระทงตามข้อกล่าวหา และตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี และปรับ 30,000 บาท แต่เนื่องจากในทาพิจารณาทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงมีเหตุให้ลดโทษจำคุกเหลือเพียงแปดเดือน โทษจำคุกให้รอการลงอาญาไว้ และให้ลดค่าปรับเหลือเพียง 20,000 บาท

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission – AHRC) ยินดีต่อข่าวที่ น.ส.จีรนุชจะไม่ต้องถูกจำคุก และยังคงสามารถทำงานที่สำคัญที่ประชาไทต่อไปได้ ทำให้มีพื้นที่สำหรับเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยต่อไป แต่เราก็รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งต่อผลในเชิงคุกคามต่อเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน เนื่องจากศาลตัดสินว่าจำเลยมีความผิดในคดีนี้

ตลอดช่วงของคดี เรากังวลต่อการใช้พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่มีเนื้อหากำกวมเพื่อควบคุมเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งไม่เพียงเอาผิดทางอาญาต่อบุคคลที่เขียนหรือส่งข้อความ ภาพ หรือวีดิโอทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังเอาผิดด้วยอัตราโทษเดียวกันกับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต อย่างเช่นผู้ดูแลเว็บบอร์ด ด้วย ตามมาตรา 14 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 บุคคลใดก็อาจถูกจำคุกเป็นเวลาห้าปีได้ถ้าถูกพบว่านำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่ง “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน…ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา” ตามมาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้สนองจุดประสงค์ดังกล่าว ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14 ดังกรณีของน.ส.จีรนุช นั้น ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาที่ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ในคดีของน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร พนักงานอัยการอ้างว่า เธอน่าจะสามารถลบข้อความที่หมิ่นสถาบันฯ ได้เร็วกว่านี้ และเหตุที่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ จึงถือเป็นความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

ประเด็นสำคัญของทั้งฝ่ายอัยการและจำเลยในคดีนี้ ได้แก่ การกำหนดนิยามว่า การกระทำใดที่ถือเป็นการ “จงใจสนับสนุนหรือยินยอม” และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้มีการลบข้อความในเว็บบอร์ดที่เป็นปัญหา ในคำพิพากษาฉบับย่อ ซึ่งมีการนำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ประชาไท ผู้พิพากษาในคดีนี้ ได้ให้ความเห็นต่อการประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมดังกล่าว โดยในคำพิพากษาศาลมีการระบุว่า จากข้อความที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นฯ 10 ข้อความ จำเลยสามารถลบ 9 ข้อความดังกล่าว ได้ภายในเวลา 1 – 11 วัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า น.ส.จีรนุชไม่ได้จงใจสนับสนุน หรือยินยอม ให้มีข้อความดังกล่าว ในส่วนของข้อความที่ 10 ที่ค้างอยู่ในระบบเป็นเวลา 20 วัน ก่อนจะถูกลบออก ศาลพิจารณาเห็นว่า เป็น “ความยินยอมโดยปริยาย” ด้วยความเห็นดังกล่าว ศาลจึงตัดสินว่า น.ส.จีรนุชมีความผิดในข้อหาละเมิดต่อพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

ในส่วนของ Google มีการออกแถลงการณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2555 โดยระบุว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ เป็นภัยคุกคามต่อสื่ออินเตอร์เน็ตเสรีและเปิดเผยในประเทศไทย ทั้งนี้เพราะไม่มีการกำหนด “หลักเกณฑ์อย่างโปร่งใสในการจำแนก และให้แนวทางปฏิบัติต่อเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย” แม้ว่า ระบบกฎหมายไทยจะไม่มีลักษณะยึดตามบรรทัดฐานคำตัดสิน แต่คำพิพากษาในครั้งนี้ทำให้น่าจะเริ่มมีกระบวนการจัดทำเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้นของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ หากพิจารณาจากคำตัดสินของศาล ถือได้ว่า การลบข้อความที่หมิ่นเหม่ภายในระยะเวลาไม่เกิน 11 วัน เป็นการกระทำที่ยอมรับได้และชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าเป็นระยะเวลา 20 วัน ถือว่า ไม่อาจยอมรับได้และเป็นความผิดทางอาญา แต่ในขณะเดียวกันคำตัดสินของศาลครั้งนี้ ก็ชี้ให้เห็นความไม่ชัดเจนของการจำแนกประเภทการกระทำว่าเป็น “ความยินยอมโดยปริยาย” แม้ว่า เนื้อหาของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะกล่าวถึงการจงใจสนับสนุนและความยินยอม แต่การที่ศาลจำแนกว่า มี “ความยินยอมโดยปริยาย” สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าความยินยอมจะเป็นการกระทำโดยเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็ดี ย่อมไม่ถือเป็นสาระสำคัญตามหลักกฎหมายดังกล่าว

นอกจากนี้ ในคำพิพากษาฉบับย่อได้กล่าวถึงประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ซึ่งตาม ข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights – ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี กำหนดว่า

“1. บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง
2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือการตีพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือโดยอาศัยสื่อประการอื่น ตามที่ตนเลือก
3. การใช้สิทธิตามที่บัญญัติในวรรค 2 ของข้อนี้ ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษควบคู่ไปด้วย การใช้สิทธิดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในบางเรื่อง แต่ทั้งนี้ข้อจำกัดนั้นต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายและจำเป็นต่อ
(ก) การเคารพในสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น
(ข) การรักษาความมั่นคงของชาติ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน”

แม้ว่า ศาลจะไม่ระบุถึงข้อ 19 ของกติกาฯ ข้างต้นเลย แต่ในคำพิพากษาฉบับย่อ มีประเด็นเกี่ยวข้องกับ ข้อ (3) (ข) ดังนี้

“ศาลก็ยอมรับว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง ซึ่งให้การรับรองและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นสะท้อนถึง ธรรมาภิบาล และความเป็นประชาธิปไตย ของประเทศหรือองค์กรนั้นๆ การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนทั้งด้านบวกและด้านลบแล้ว ย่อมเป็นโอกาสในการนำไปปรับปรุงประเทศ องค์กร และตนเองให้ดียิ่งๆขึ้น แต่เมื่อจำเลยเปิดช่องทางให้มีการแสดงความคิดเห็นในระบบคอมพิวเตอร์ ที่จำเลยเป็นผู้ให้บริการ และอยู่ในความดูแลของจำเลย จำเลยย่อมมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อคิดเห็นหรือข้อมูล ที่อาจกระทบกระเทือนถึงความมั่นคงของประเทศรวมทั้งเสรีภาพของผู้อื่นที่ต้องเคารพเช่นกัน (เมื่อปรากฏว่า มีการนำข้อคิดเห็นที่หมิ่นเหม่ลงในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของจำเลย) จำเลยจึงมิอาจอ้างถึงสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นดังกล่าว เพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดได้”

แม้ว่า คำพิพากษาข้างต้นจะไม่มีสิ่งใดคลุมเครือ แต่บรรดาผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการ ผู้ให้บริการ และบุคคลอื่นใด ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ มาตรา 15 ของพรบ.คอมพิวเตอร์ฯ จะต้องเฝ้าระวังกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติที่เกิดจาก ข้อเขียน ความเห็นที่ส่งเข้ามา หรือการใช้บริการของตนของบุคคลใดก็ตาม สิ่งที่ยังคงไม่ชัดเจน ได้แก่ การกำหนดวิธีการโดยละเอียด เพื่อจำแนกว่า ข้อความใดในเว็บบอร์ดประชาไท เป็นภัยคุกคาม ต่อความมั่นคงแห่งชาติ หรืออิสรภาพของบุคคลอื่น ช่องว่างที่ยังคงไม่มีการอธิบายดังกล่าว ส่งผลให้การควบคุม จำกัด เสรีภาพในการแสดงออก และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นได้ต่อไป ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ศาลจะต้องกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของความมั่นคงแห่งชาติ และภัยคุกคามที่เกี่ยวข้อง

ตามข้อเท็จจริงข้างต้น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องรัฐบาลไทย ให้อธิบายคำพิพากษาของศาล และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อพิจารณาถึงพันธกรณีที่มี ตามข้อ 19 แห่งกติการะหว่างประเทศ ว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อเสรีภาพ คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอแสดงความยินดีต่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร และเว็บไซต์ประชาไท สำหรับโอกาสที่จะทำงานต่อไปเพื่อสนับสนุนการได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ในประเทศไทย ข้อกล่าวหาล่าสุด และบทลงโทษ ตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นว่า งานของพวกเขามีความจำเป็นมากยิ่งกว่ายุคใด ๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดู:
คำพิพากษาฉบับย่อ: เปิดคำพิพากษาฉบับย่อ ผอ.ประชาไท: มาตรฐาน ตัวกลาง-เสรีภาพ-ความมั่นคง
เว็บเพจของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ว่าด้วย กรณีน.ส.จีรนุช เปรมชัยพร: http://www.humanrights.asia/campaigns/chiranuch-prachatai)

# # #

เกี่ยวกับ AHRC: คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับภูมิภาคที่ติดตามสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเอเชีย จัดทำข้อมูลการละเมิดสิทธิ และรณรงค์ให้มีการปฏิรูประบบยุติธรรมและสถาบันเพื่อประกันการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเหล่านี้ คณะกรรมาธิการมีที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฮ่องกงและก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2527

“ประวิตร โรจนพฤกษ์” นักข่าวอาวุโสเนชั่น ถูกฟ้องร้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาตรา 112

Matichon: วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1337859983&grpid=03&catid=&subcatid=

 

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น และคอลัมนิสต์เว็บไซต์ประชาไท เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่ีวนตัวว่า ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ จากบทความที่เขียนในเว็บไซต์ประชาไทจำนวน 7 ชิ้น พร้อมระบุว่าผู้ฟ้องคือผู้ใช้นามแฝงในเว็บไซต์ประชาไทชื่อว่า “iPad” หรือมีชื่อจริงว่านายวิพุธ สุขประเสริฐ

สำหรับนายวิพุธ เป็นแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีประวัติเป็นโจทก์ฟ้องร้องผู้อื่นในคดีมาตรา 112 มาแล้ว โดยมักยื่นฟ้องที่ สภ.ร้อยเอ็ด และจะนำเอกสารมาโพสต์ในเว็บไซต์เพื่อข่มขู่ผู้ที่ถูกฟ้อง ซึ่งที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนก็รับเรื่องไว้ดำเนินการต่อ

นายประวิตร ยังกล่าวในทวิตเตอร์วันนี้ด้วยว่า ถ้าหากติดคุกด้วยมาตรา 112 ขอให้ผู้อื่นช่วยต่อสู้เพื่อเสรีภาพด้วย

ด้านเว็บไซต์ประชาไทรายงานความคืบหน้าในสำนวนคดีว่า ร.ต.ท. เมธี ศรีวันนา พนักงานสอบสวน (สบ1) สถานีตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด ได้ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์มายังกองบรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เขียน และไอพีแอดเดรส ทางประชาไทยังไม่ติดต่อกลับไป

อย่างไรก็ตาม นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไทย แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวแก่นายประวิตร ว่าตำรวจสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับตัวผู้เขียนมายังกองบรรณาธิการ

ทั้งนี้ ทางตำรวจ ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายประวิตร แต่อย่างใด

สำหรับสภ. เมืองรอยเอ็ด กำลังเป็นสถานีตำรวจที่น่าจับตาในแง่สถิติการร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งที่ผ่านมา นายวิพุธ สุขประเสริฐ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เขียนบทความและผู้แสดงความเห็นในเว็บไซต์ประชาไทไปแล้วทั้งสิ้น 15 ราย รวมบรรณาธิการและผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท

พ.ต.ท.สุคิด เพ็ชรโยธา พนักงานสอบสวน สบ.3 เจ้าของคดี ที่นายวิพุธ สุขประเสริฐ หรือนามปากกา “I Pad” ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ หรือนามปากกา นักปรัชญาชายขอบ เคยให้ข้อมูลกับกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ในทางปฏิบัติ กระบวนการของตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีการร้องทุกข์กล่าว โทษด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ความเห็นของพนักงานสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด พนักงานสอบสวนต้องส่งไปให้ ตร.ภูธรภาค และ ตร.ส่วนกลางพิจารณาตามลำดับ แม้ สภ.ที่รับเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ก็ต้องส่งให้พิจารณาเช่นกัน

พ.ต.ท.สุคิดให้ความเห็นกรณีที่มีการฟ้องร้องที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ดเป็นจำนวนมากว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกคดี หากไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษจึงเป็นผู้ใดก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในชั้นสืบสวนสอบสวน หากเห็นว่ากรณีใดไม่เข้าลักษณะความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 112 เลย และได้รับความเห็นจาก ตร.ภาคและตร.ส่วนกลางแล้ว ก็จะไม่ดำเนินการต่อ จากการณีของนายวิพุธที่ร้องบุคคลจำนวน 5 รายในการร้องทุกข์คราวเดียวกับสุรพศ แต่ตำรวจสอบแล้วมีมูลเพียง 2 ราย

พ.ต.ท.สุคิดระบุว่า การร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีหน้าที่รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษทุกกรณี แต่หากกรณีใดไม่เป็นข้อเท็จจริง และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องแล้ว ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษโดยไม่มีมูลก็สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษกลับได้ในฐานแจ้งความเท็จ

ทั้งนี้ อนุกรรมการฯ ได้สอบถามกรณีที่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษที่สภ.เมืองร้อยเอ็ดจำนวนมากกว่า ปกติ พ.ต.ท.สุคิดรับว่าจากปี 2553 เป็นต้นมา มีการร้องทุกข์มากจริงและมีสถิติสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 ด้วยกัน

 

 

 

โดย เชตวัน เตือประโคน

Matichon: 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1337489269&grpid=01&catid=&subcatid=

 

“7 ปีที่มีประชาไท” คือชื่อหัวข้อของกิจกรรมที่จะมีขึ้น ในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้

แต่เหนืออื่นใด มากกว่ารูปแบบของงานที่จะจัดขึ้นทั้งหมด สิ่งที่น่าสนใจมากๆ คือผลงานที่เว็บไชต์ข่าวซึ่งมีชื่อว่า “”ประชาไท”” นำเสนอ เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ มีเรื่องราวน่าสนใจมากมายมาให้ผู้อ่านได้ขบคิด โดยเฉพาะ “ข่าวที่ไม่เป็นข่าว” หรือที่สื่อกระแสหลักทั่วไปมองข้าม

และโดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเรื่องสีเสื้อ “เหลือง-แดง-น้ำเงิน-หลากสี” เป็นต้น

เว็บไซต์ข่าวแห่งนี้เป็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ยิ่งในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” หรือ “นปช.” หรือ “คนเสื้อแดง เมื่อช่วงปี 2553 กระทั่งถูกบางฝ่ายออกมาระบุว่าเป็น “สื่อเสื้อแดง”

ทั้งที่โดยความตั้งใจของคนทำงานแล้ว ธงที่ตั้งไว้คือต้องการนำเสนอเรื่องราวจากมุมเล็กๆ ของผู้ที่มาชุมนุม และเมื่อมีการสลายการชุมนุม มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ก็ต้องการสะท้อนเรื่องนี้ออกมาให้สังคมได้รับรู้ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต และในฐานะสื่อมวลชนเพื่อการสื่อสารมีความสมดุลมากขึ้น ในห้วงเวลาที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่เลี่ยงนำเสนอเรื่องทำนองนี้

การเกาะติดสถานการณ์ชนิดไม่ปล่อยของเว็บไซต์ “ประชาไท” นี่เองที่ทำให้ “ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน” หรือ “ศอฉ.” สั่งปิดเว็บไซต์ แต่เหมือนยิ่งปิด คนก็ยิ่งอยากรู้ และเว็บข่าวประชาไทก็ฟื้นตัวเองขึ้นมาได้อีกเรื่อยๆ โดยในวันนี้ ดำรงตนอยู่ที่ http://www.prachatai3.info

“จีรนุช เปรมชัยพร” คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้ ประชาไท หยัดยืนมาได้กระทั่งวันนี้

ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท

เกิดเมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2501 เรียนจบปริญญาตรีด้านสิ่งพิมพ์ จากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากนั้นออกมาทำงานด้านนิตยสารอยู่พักใหญ่ ก่อนจะก้าวมาเป็นคนทำงานด้านสังคมเต็มตัว ด้วยการทำงานอยู่กับองค์กรพัฒนาเอกชน เป็น “เอ็นจีโอ” ยาวนานถึง 13 ปี

ก่อนที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ข่าว “ประชาไท”

ด้วยบทบาทที่เธอทำมาตลอดหลายปี ทำให้ได้รับรางวัล The Courage in Journalism Award (ความกล้าหาญในการทำหน้าที่สื่อมวลชน) จาก International Women Media Foundation (มูลนิธิสื่อสตรีนานาชาติ) ขณะที่ตัวเธอยังตกอยู่ในฐานะจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องระบุว่า ในเว็บไซต์ประชาไทมีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

ไม่นานมานี้ จีรนุชได้รับยกย่องจากนิตยสารนิวส์วีค จัดอันดับ 150 ผู้หญิงกล้าหาญของโลก (Fearless women) มีคนไทย 2 คน ได้รับยกย่อง คือ จีรนุช และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย เทียบชั้นกับอีก 150 รายชื่อ ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดา อาทิ ฮิลลารี คลินตัน, เมอรีล สตรีป, แองเจลินา โจลี, เลดี้ กาก้า, โอปราห์ วินฟรีย์, จิล อับรามสัน ฯลฯ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 7 ปี ประชาไท ซึ่งจะมีงานในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซ.ทองหล่อ เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป

เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี พฤษภาเลือด 2553 ซึ่งเว็บไซต์ “ประชาไท” นับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งนำเสนอเหตุการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง และยาวนานมากที่สุด

“ขอพูดคุยกับ “จีรนุช เปรมชัยพร” ในเรื่องเกี่ยวกับแวดวงสื่อมวลชน และบทบาทของประชาไทที่เธอดูแลในช่วงที่ผ่านมา”

- จุดเริ่มต้นในการก่อตั้งประชาไท?

เป็นเรื่องของการที่สื่อไทยขณะนั้นอาจจะไม่สามารถทำงานได้เป็นอิสระ คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 ขึ้นมา รวมทั้งสถานการณ์ในภาคใต้ที่เกิดขึ้น จะเห็นว่าสื่อมวลชนอาจจะมีปัญหานี้ มีการแทรกแซงในหลายกรณีที่เกิดขึ้น ไม่ว่ากรณีการที่ผู้บริหารสื่อถูกตรวจสอบภาษี การตัดงบโฆษณาอันมาจากภาคทุน รวมถึงเรื่องการกดดันทางการเมืองต่างๆ ประชาไทจึงเกิดขึ้น จากกลุ่มคนที่ทำงานด้านสังคมเป็นหลัก อาจจะมีนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน มีสื่อมวลชน มีวุฒิสมาชิก ทุกคนล้วนสนใจประเด็นสังคม

เราตั้งใจจะเป็นตัวเลือกในสังคม ที่พยายามทำหน้าที่โดยอิสระ ปราศจากการแทรกแทรงต่างๆ เราไม่ทำงานแข่งกับสื่อใหญ่ แต่คิดทำงานที่สื่อใหญ่ไม่ทำ อันเนื่องมาจากไม่เห็นประเด็นนั้น เช่น ไม่ใช่เรื่องที่คนสนใจ ไม่ใช่เรื่องที่ขายได้แบบสื่อกระแสหลัก เป็นต้น

- เช่นเรื่องของคนเล็กๆ ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง?

ใช่ แล้วเป็นพื้นที่ให้กับเสียงที่ไม่ค่อยถูกได้ยิน เช่น เสียงของคนที่ติดเชื้อเอชไอวี เสียงของคนที่เป็นเพศทางเลือก หรือว่าเสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจากบริษัทใหญ่ๆ หรือจากนโยบายของรัฐ เรื่องราวของเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ อาจเป็นคนรับผลกระทบ พยายามทำเนื้อหาที่คิดว่าขาดหายไปในสังคม

ประชาไทจะไม่สนใจเรื่องของคนดัง คนที่มีฐานอำนาจ เพราะเราคิดว่าคนเหล่านี้มีที่ทางในการนำเสนอแนวคิด นำเสนอข้อมูลของเขาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงพยายามใช้ทรัพยากรของเราลงไป กับการเอาเสียงของคนที่ไม่ได้มีอำนาจมานำเสนอมากกว่า

- ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อมวลชน?

ว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ พัฒนาการสื่อมวลชนในสังคมโลกเขยิบไป ทัศนคติของสื่อสารมวลชนของสังคมไทยจำนวนหนึ่งอาจจะยังติดอยู่กับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระหว่างการเป็นผู้คุมอำนาจข่าวสารแบบเดิมๆ ซึ่งจริงๆ สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว ภูมิทัศน์ทางการสื่อสารมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่ด้วยอาจวิธีคิดนั้น เขาอาจจะมองว่าประชาไทไม่เป็นมืออาชีพ ในขณะที่สำหรับเราก็อาจจะมองว่า ความเป็นมืออาชีพ มันอาจจะต้องวัดที่การตอบบางเรื่องมากกว่า มันไม่ได้มีกฎเกณฑ์แข็งๆ ตายตัวแบบที่มักจะพูดกัน หรือสังกัดของสมาคมสื่อ

- ดูแลความเห็นต่อท้ายข่าวของผู้อ่านอย่างไร?

ทีแรกไม่ได้คุมอะไรเท่าไหร่ ปัญหาหนักๆ มาเริ่มเกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อยๆ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นจากเดิมไม่ได้มีใครออกมาบอกว่าฉันเป็นข้างนี้ แสดงความเห็นอย่างนี้ เริ่มมีลักษณะว่า โอเค.. ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันเชื่อแบบนี้ แต่ก่อนอาจเป็นเรื่องว่าเรารู้สึกว่าไม่ได้มีสีข้างใดๆ ปฏิกิริยาต่อเรื่องหนึ่งๆ ก็เป็นตามธรรมชาติ ไม่ได้คิดว่าเรื่องนั้นจะไปเป็นแนวร่วมมุมกลับให้กับใคร แต่ตอนหลังคนอาจจะรู้สึกว่าตนเองอยู่ฝักฝ่ายนี้ เพราะฉะนั้น การแสดงความคิดเห็นใดๆ ก็ตามก็จะเป็นไปในการสนับสนุนฝักฝ่ายนี้ หรือเป็นไปเพื่อลดทอน หรือว่าโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ก็เลยทำให้ลักษณะความคิดเห็น มันแรงขึ้นและเยอะขึ้น เราก็ต้องพัฒนาระบบในการดูแล

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้มีระบบแบบต้องคัดกรองก่อน แต่ก็พยายาม ที่จะมีระบบการติดตาม ตรวจสอบอ่าน แล้วพบว่าข้อความไหนที่เข้าข่ายละเมิดคนอื่น ละเมิดกฎหมาย

- จากม็อบพันธมิตร ถึงรัฐประหาร ถึงม็อบเสื้อแดง ประชาไทเปลี่ยนไปเยอะมั้ย?

เป็นพัฒนาการ ถามว่าเริ่มต้นจากปี 2547 ที่เราทำเว็บไซต์ นั่งนับตัวเลขคนอ่านเลยว่ามีเท่าไหร่ ก็จะตื่นเต้น ตอนนั้นจะมีกรอบวิธีคิดว่าต้องเขียนข่าวแบบนี้ มีฟอร์มของการทำงานตามสื่อสิ่งพิมพ์มาครอบ จนค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เรียนรู้ ก็ปรับตัว รู้ว่าการทำงานไม่ได้เป็นเรื่องกองทัพบกเท่านั้น แต่เราจะดึงคนในสังคมต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร และสิ่งที่เป็นส่วนสำคัญ เป็นทรัพยากรสำคัญที่ช่วยในการพัฒนาประชาไท ไม่ใช่เฉพาะทีมงานประชาไท ยังมีเครือข่ายนักวิชาการ เราเริ่มต้นจาก ถ้าพื้นที่ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ ก็ควรจะเป็นประโยชน์กับเสียงที่ถูกละเลย เพราะฉะนั้น มันก็ค่อยๆ เกิดกลุ่มคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ประชาไท นำเสนอแนวคิดเขา

ตั้งแต่พันธมิตร ที่เริ่มทำให้ประชาไทโดดเด่นเข้ามาในเรื่องข่าวการเมือง คิดว่าเป็นเรื่องของประเด็นมาตรา 7 ก่อนหน้านั้นรายงานความเคลื่อนไหวเหมือนสื่อทั่วไป แต่พอมีประเด็นนี้ ซึ่งไม่ค่อยมีพื้นที่สื่อหลายที่นัก เราเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการได้นำเสนอเรื่องนี้ คนเหล่านี้เองที่สร้างประชาไท

- ทำงานอย่างไรช่วงนำเสนอข่าวสารความขัดแย้ง?

เราก็โดนเรียกว่าแดงนะ (ยิ้ม) แต่เราทำงานโดยที่ไม่ได้วางตัวในแง่ว่าเป็นเหลืองหรือแดง พยายามคอยมองหาช่อง ว่าเรื่องแบบไหนที่ยังมีช่องว่าง วาระที่ถูกละเลยไปต่างหากคือเรื่องที่เราให้ความสำคัญ อันหนึ่งที่ทำให้เราถูกมอง หรือเรียกว่าเป็นสื่อแดง อาจจะมาจากด้วยวิธีวิเคราะห์แบบหนึ่งของเราก็ได้ ว่าการที่ประชาไทนำเสนอเรื่องราวการเคลื่อนไหว การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ในลักษณะที่ลงไปสัมภาษณ์หรือพูดคุย กับคนที่มาชุมนุมมาเคลื่อนไหวอยู่ค่อนข้างเยอะ

ถามว่าทำไมต้องทำเยอะ ส่วนหนึ่งเราก็มองว่า เรื่องราวของกลุ่มเสื้อแดงที่ถูกนำเสนอในสื่อทั่วไป มันเป็นเรื่องของการประกาศบนเวที เป็นเรื่องของผู้นำ แต่ไม่ได้เห็นตัวผู้ชุมนุม ไม่ได้เห็นคนชุมนุม เขามีความต้องการอะไร มีแรงจูงใจอะไรในการมา เขาเป็นใคร ทำไมมาชุมนุมแบบนี้ ถูกซื้อ ไม่ถูกซื้ออย่างไร คิดว่าต้องเปิดพื้นที่ให้กับเสียงของคนที่ตั้งใจจะมาแบบนี้ แล้วพอทำแบบนี้ คนก็อาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องของการเป็นสื่อแดง

- การที่ถูกมองว่าเป็นแดง ทำให้ทำงานยากขึ้นไหม?

มันก็ยากตั้งแต่การที่เราถูกมองว่าเป็นนักข่าวนอกกระแส เราไม่ได้อยู่ในสมาคมสื่ออะไร ซึ่งช่วงที่มีความขัดแย้งหนักๆ ก็ยอมรับว่าทำให้มีความไม่มั่นใจบ้าง อย่างเมื่อต้องลงไปในพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร แต่เราก็ยังส่งนักข่าวไป เพียงแต่ต้องทำงานอย่างระวัง ไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นนักข่าวประชาไท ต้องใช้ความระแวดระวัง (ยิ้ม) ใช้ไหวพริบปฏิภาณมากพอสมควร หรือถ้าประเมินแล้วเสี่ยงเกินไป ก็อาจต้องลองดูว่า เราจะมีวิธีการได้ข่าวสารนั้นๆ ในช่องทางแบบอื่นอย่างไรได้บ้าง เช่น อาจต้องติดตามรับฟังจากการถ่ายทอดของเขา แล้วดูว่ามีประเด็นอะไรที่เป็นนัยสำคัญ

ถ้าบอกว่าสังคมไทยมีขั้วขัดแย้งแดงเหลือง ก็ต้องบอกว่าประชาไทมีเรื่องราวทั้งสองฝ่าย เพียงแต่ว่าเรื่องที่ลงไปยังสนามแล้วนำเสนอก็คือเราพยามยามถ่วงดุลกับสิ่งที่หายไปในสื่อโดยภาพรวมด้วย

- การรายงานข่าวตรงไปตรงมาเคยถูกคุกคามไหม?

ไม่นะ…แต่ก็มีบางเรื่อง แต่ตัวเองมองผ่านไปแล้วคิดว่าไม่ใช่การคุกคามอะไร เพียงแต่ว่าอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องตามกระบวนการเท่าไหร่นัก เช่น อยู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบไปที่บ้าน ซึ่งเป็นบ้านที่เราอยู่อาศัย แต่เราไม่ได้มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น และก็เหมือนกับจะเชิญตัวเราไปให้พบกับเจ้านายหรือหัวหน้าของเขา โดยไม่มีหมายเรียก ไม่มีการแจ้งเหตุ สำหรับเราเอง ทีแรกจะไม่ไป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเท่าไหร่นัก ที่จะใช้กระบวนการแบบนี้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องใช้วิธีคิดว่า ประเมินดูแล้วถ้าคิดว่า ไม่ได้เสี่ยงอะไรก็ลองไป เขาอยากรู้จักเรา เราก็ไปคุยให้รู้จักเท่านั้นเอง แล้วเราก้ไม่ได้ไปแบบบุ่มบ่ามมุทะลุ

พอไปถึงก็คุยกันดี เล่าให้ฟังว่าประชาไทคืออะไร ไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้มีผลประโยชน์แอบแฝงอะไร เราไม่ได้เป็นขบวนการอะไรแบบที่มีการกล่าวหากันแบบลอยๆ แบบนั้น ก็เผชิญหน้า คุยกัน แล้วก็จบลงด้วยดี เพียงแต่ว่าตัวเองก็รู้สึกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้น มองว่าคุกคามก็ได้ แต่เรามองว่าไม่เป็นไร ไม่นับ แค่ว่ามองว่าเขาไม่รู้จักเรา อยากรู้จักเรา ใช้วิธีพิเศษในการรู้จักนิดหน่อย เราก็ไป เราก็ต่อรองได้ขอดูบัตรตำรวจ ขับรถไปเอง ไปกับเพื่อน

- มองสื่อเลือกข้างที่มีอยู่มากมายทุกวันนี้อย่างไร?

คิดว่าเป็นเรื่องดี อย่างไรก็ตาม โดยความเชื่อพื้นฐานอันหนึ่ง ในฐานะนักศึกษาที่เรียนจบด้านวารสารศาสตร์ วิธีคิดเรื่องหลักเกณฑ์เรื่องความเป็นกลาง คิดว่ามีปัญหามาตั้งแต่อดีตและจนถึงปัจจุบัน การที่พยายามจะมีการอ้างเรื่องความเป็นกลาง แล้วก็ไปลดทอนคุณค่าของสื่อบางสื่อที่เขาตั้งขึ้นและประกาศจุดยืนของเขา เป็นเรื่องที่อาจจะไม่แฟร์เท่าไหร่นัก

การมีสื่อที่หลากหลาย และสื่อแต่ละสื่อประกาศตัวเองให้ชัดว่ามีจุดยืนแบบไหน เหมือนเป็นการประกาศให้คนอ่านได้เท่าทัน เป็นการเรียนรู้ เรื่องการเท่าทันสื่อของคน แล้วคนจะได้รู้ว่า โอเค…การอ่านจากสื่อนี้มีความโน้มเอียงแบบนี้นะ หากเราอยากจะอ่านสื่ออย่างรอบด้านและสมดุล อาจจะต้องอ่านจากสื่อที่มีจุดยืนแบบอื่นๆ ด้วย เพื่อที่จะไม่ปิดตาตัวเองไว้ข้างหนึ่ง คิดว่านี่เป็นเรื่องที่เป็นธรรมกับคนอ่านมากกว่า เป็นความรับผิดชอบต่อคนอ่าน

แต่ว่าความรับผิดชอบที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะเป็นสื่อสีไหน ความคิด ความเชื่อทางการเมืองแบบไหนก็ตาม การทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด ในแง่ของการทำงานข่าว ก็ยังมองว่า ไม่ควรจะทำให้สังคมต้องสับสนระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับความคิดเห็น คือทุกวันนี้มันมีส่วนที่เป็นการผสมปนเปกัน สิ่งเหล่านี้ต้องเอาให้ชัด และก็ต้องไม่บิดเบือน คุณอาจจะมีทรรศนะแบบนี้ แล้วพูดแบบนี้ แล้วก็ชี้ให้เห็นว่านี่คือทรรศนะ

“อย่างไรก็ตาม ต้องอยู่บนฐานของความเป็นจริง และความถูกต้องของข้อมูล”

ประเทศไทย: การเสียชีวิตของคุณปู่อายุ 61 ปีระหว่างการถูกควบคุมตัว หลังถูกจำคุก เพราะถูกกล่าวหาว่า ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือสี่ฉบับ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission: AHRC) ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ นายอำพล ตั้งนพกุล ซึ่งเสียชีวิตระหว่างอยู่ในเรือนจำ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 นายอำพล (หรือที่เรียกในครอบครัวว่า “อากง” และคนทั่วไปรู้จักว่า “อากง SMS”) อายุ 61 ปี ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 20 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ในคดีดำหมายเลขที่ 311/2554 ศาลอาญาลงโทษเขาตามความผิดสี่กระทงที่มีต่อมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือสี่ฉบับ ไปให้กับ นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือทั้งสี่ฉบับ มีเนื้อหาดูหมิ่นพระราชินีและถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเคยตั้งข้อสังเกตเมื่อครั้งที่มีการตัดสินลงโทษนายอำพลแล้วว่า (AHRC-STM-180-2011) การสั่งฟ้องคดีนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากต่อความถูกต้อง ด้วยพยานหลักฐานสำหรับคดีประเภทนี้ และยังชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งครอบคลุมรูปแบบการสื่อสารทางอิเลคทรอนิกส์ทุกประเภท ไม่เพียงที่สื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ อัยการยืนยันในหลักการว่า โทรศัพท์มือถือที่ใช้ส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือที่ผิดกฎหมายทั้งสี่ฉบับ มีหมายเลขรหัสประจำเครื่องหรือ IMEI (International Mobile Equipment Identifying) ตรงกับโทรศัพท์มือถือที่นายอำพลเคยใช้โทรหาลูกของตนเอง แม้ว่า นายอำพลยืนยันว่า ไม่เคยส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือดังกล่าว และไม่รู้จักวิธีส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือด้วยซ้ำไป แต่ศาลก็ตัดสินลงโทษจำคุกเป็นเวลานานกับเขา

การเสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัวของ นายอำพล ตั้งนพกุล ยังทำให้เกิดคำถามและข้อกังวลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบยุติธรรมไทย นับแต่มีการสั่งฟ้องคดี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2554 นายอำพลก็ถูกควบคุมตัวมาโดยตลอด ในช่วงที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา เขาเริ่มมีอาการมะเร็งในช่องปาก และในขณะนั้นยังได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถูกควบคุมตัวทางทนายความของเขาจึงร้องขอการประกันตัวระหว่างที่รอการพิจารณาคดี แต่ศาลปฏิเสธคำขอ และได้ปฏิเสธคำขออีกเจ็ดครั้งก่อนการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้น และภายหลังมีการตัดสินลงโทษ ยังปฏิเสธคำขอประกันตัวในช่วงไม่กี่เดือนก่อนที่เขาจะเสียชีวิตด้วย

การปฏิเสธคำขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายอำพลซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เกิดคำถามอย่างมากต่อกระบวนการที่คลุมเครือ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้เพื่อพิจารณา ว่า จะให้หรือไม่ให้ประกันตัวสำหรับผู้ถูกควบคุมตัวที่อยู่ระหว่างรอการไต่สวน หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ในการขอประกันตัวครั้งสุดท้าย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า ความเจ็บป่วยของนายอำพลซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการขอประกันตัว “ไม่ถึงขั้นทำให้เสียชีวิต” ศาลไทยยังใช้เหตุผลแบบเดียวกันเพื่อปฏิเสธคำขอประกันตัวในคดีอื่นๆ ทั้งๆที่บางคดีมีเหตุผลอันชอบในแง่ความต้องการการรักษาพยาบาล อย่างเช่น กรณีของน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ซึ่งป่วยเป็นโรคขากรรไกรอักเสบ เมื่อพิจารณาถึงสภาพการรักษาพยาบาลที่ขาดแคลนในทัณฑสถานของไทย การปฏิเสธคำขอประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำอีกในกรณีของนายอำพล ยิ่งสะท้อนให้เห็นความไม่ใส่ใจต่อสุขภาพของผู้ถูกควบคุมตัวในเรือนจำของไทย ในบรรดาบุคลากรของหน่วยงานตุลาการ

เนื่องจากการเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าใจของนายอำพลระหว่างอยู่ในเรือนจำ เกิดขึ้นภายหลังการปฏิเสธคำขอประกันตัวซ้ำแล้วซ้ำอีกในระหว่างที่มีการยื่นอุทธรณ์คดี และเมื่อพิจารณาถึงความรับผิดชอบของรัฐในการควบคุมตัวบุคคลที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว รวมทั้งความรับผิดชอบที่จะให้บริการด้านสุขภาพที่จำเป็น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยประกันว่า การชันสูตรพลิกศพ และการไต่สวนการตาย ในคดีนี้ ดำเนินไปอย่างเต็มที่และโปร่งใสตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า นายอำพลได้ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลของเรือนจำเมื่อวันศุกร์ แต่เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดราชการจึงไม่ได้มีการตรวจโดยห้องทดลอง(ห้องแล๊บ) เรายังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูล อย่างเต็มที่และโปร่งใส เกี่ยวกับระบบการรักษาพยาบาลในเรือนจำ มากกว่าข้อมูลที่มีอยู่ทั่วไป ทั้งนี้ โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานหลักเกณฑ์ขั้นต่ำ ว่าด้วยการปฏิบัติต่อนักโทษขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners) สำหรับการเสียชีวิตของนายอำพล เราขอเน้นย้ำและเรียกร้องรัฐบาลให้พิจารณาเนื้อหาในข้อ 22 (2) ของมาตรฐานดังกล่าวที่ระบุว่า

“นักโทษที่เจ็บป่วย ซึ่งต้องการการรักษาเฉพาะทาง ควรถูกส่งตัวไปยังหน่วยงานเฉพาะทางหรือโรงพยาบาลพลเรือน กรณีที่หน่วยงานควบคุมตัวมีบริการรักษาพยาบาล จะต้องมีการดูแลให้มีเครื่องมือ อุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ ที่เหมาะสม ต่อการดูแลและรักษาพยาบาล นักโทษที่เจ็บป่วย และให้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งผ่านการฝึกอบรมมาอย่างเหมาะสม” และข้อ 25(2) ที่ระบุว่า

“เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพยาบาลจะต้องรายงานต่อผู้อำนวยการ กรณีที่เห็นว่า สุขภาพทางกายหรือใจของนักโทษ มีลักษณะหรืออาจได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการถูกควบคุมตัวอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมใด ๆ ในระหว่างการควบคุมตัว”

สุดท้าย คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียขอเน้นย้ำเจตจำนง ที่แสดงไว้ในแถลงการณ์ฉบับก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลไทยควรพิจารณายกเลิก มาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ที่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี สำหรับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเป็นกฎหมายที่เรียกร้องให้มีความจงรักภักดี อย่างไม่มีการตรวจสอบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในไทย และให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือผู้ต้องโทษในคดีเหล่านี้ทั้งหมด รวมทั้งผู้กระทำผิดตามมาตราที่เกี่ยวข้องในพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 นับแต่การทำรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี มีบทลงโทษที่หนักหน่วงเทียบได้กับผู้กระทำผิดด้านยาเสพติด และฆาตรกรรม การเสียชีวิตของ นายอำพล ตั้งนพกุล ระหว่างการถูกควบคุมตัว สะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนความจงรักภักดีมีราคาแพงเกินไป ดังเช่นชายคนนี้ที่ต้องจบชีวิตเพียงเพราะข้อความสั้นทางโทรศัพท์มือถือสี่ฉบับ และครอบครัวก็ต้องสูญเสีย สามี พ่อ และปู่ ของเขาไป

Andrew MacGregor Marshall

Zen Journalist: May 10, 2012

http://www.zenjournalist.com/2012/05/เรื่องเล่าของสองคุณปู่/

 

Many thanks to “AnonymousSiam” for translation.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 คุณปู่วัย 62 ปี คนหนึ่งต้องเสียชีวิตในโรงพยาบาลภายในเรือนจำของประเทศไทย ไม่ถึงหนึ่งปี หลังถูกตัดสินโทษจำคุก 20 ปี ในข้อกล่าวหา ส่งข้อความ SMS หมิ่นสถาบันกษัตริย์ของไทยสี่ข้อความ

เขาเสียชีวิตอย่างเดียวดาย ไร้ซึ่งภรรยา นางรสมาลิน ลูก และหลานๆ อยู่เคียงข้าง นายอำพล ตั้งนพคุณ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศไทย ในชื่อ “อากง” ซึ่งแปลว่า คุณปู่ กลายเป็นเหยื่อของกฎหมายที่คร่ำครึ และไม่เป็นธรรมอย่างกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชาณุภาพ และพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มาตรา 112 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

นายอำพลถูกตัดสินเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี สำหรับการส่งข้อความ SMS แต่ละครั้ง เขายืนยันความบริสุทธิของตนเอง ตลอดการดำเนินคดี และจนถึงปัจจุบัน

เขาให้การต่อผู้พิพากษาว่า เขาไม่รู้วิธีส่งข้อความ SMS และครอบครัวของเขาก็ยืนยันเช่นนั้น

ข้อความดังกล่าวถูกส่งไปให้นายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขาประจำตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมเกียรติ นำข้อความดังกล่าวไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กระบวนการไต่สวน ไม่สามารถอธิบายได้ว่า นายอำพล มีหมายเลขโทรศัพท์มือถือของนายสมเกียรติได้อย่างไร นอกจากนั้น หมายเลขที่ส่งข้อความ ก็ไม่ใช่หมายเลขโทรศัพท์ของนายอำพล แต่กระบวนการไต่สวนกลับกล่าวหาว่า ข้อความดังกล่าวถูกส่งมาจากโทรศัพท์มือถือ ที่มีหมายเลข IMEI เดียวกับของนายอำพล ผู้พิพากษาไม่สนใจหลักฐานที่แสดงว่า หมายเลข IMEI สามารถลอกเลียนแบบได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจอย่างสิ้นเชิง ในความซับซ้อนของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ

นายอำพลถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 เขาถูกกักตัวไว้ 63 วัน จนได้รับการประกันตัวในวันที่ 4 ตุลาคม 2553 ในวันที่ 18 มกราคม 2554 เขาถูกตั้งข้อกล่าวหา และถูกจองจำ จนกระทั้งวันที่เขาสิ้นชีวิต

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้แสดง ความเป็นห่วงอย่างลึกซึ้ง ในเรื่องการรักษาพยาบาลของเขา

ในขณะนี้ สาเหตุการตายของนายอำพลยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด (อยู่ระหว่างการผ่าพิสูจน์) แต่ในขณะที่ถูกตัดสิน เขายังป่วยด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียง ซึ่งการคุมขัง ทำให้เขาต้องขาดจากการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม

ได้มีการนำเสนอข่าว การตายของเขาอย่างกว้างขวาง ทั้งในสื่อไทยและสื่อต่างประเทศ:

คดีนี้มีปัญหาที่น่าเป็นห่วงด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก กระบวนการไต่สวน ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ข้อความดังกล่าว ถูกส่งโดยนายอำพล เขายืนยันเสมอว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ เขาและพยานปากอื่นๆ ให้การกับศาลว่า เขาไม่รู้วิธีการส่งข้อความ SMS ด้วยซ้ำ และผู้พิพากษาอ้างถึงคำให้การดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน ในคำตัดสิน (จากเว็บไซต์ iLaw) ดังนี้

สำหรับประเด็นสำคัญในคดีที่จำเลยตั้งประเด็นว่า หมายเลขอีมี่ หรือรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์อาจถูกปลอมแปลงได แต่จำเลยไม่สามารถหาตัวผู้เชี่ยวชาญมายืนยันได้ ส่วนประเด็นที่ว่า เอกสารในสำนวนฟ้องที่หมายเลขอีมี่หลักที่ 15 ไม่ตรงกับหมายเลขอีมี่ในเครื่องโทรศัพท์ คือในเอกสารบางจุดแสดงว่าเป็นเลข 0 บางจุดแสดงว่าเป็นเลข 2000 ขณะที่ในเครื่องโทรศัพท์จริงๆ เป็นเลข 6  ศาลวิเคราะห์ว่า หมายเลขอีมี่ 14 หลักแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ตามที่พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ติมุลา จากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวและได้พิสูจน์ด้วยการใช้เว็บไซต์สำหรับตรวจสอบเลขอีมี่แสดงให้เห็นในศาลแล้วว่า เมื่อพิมพ์รหัส 14 หลักแรกตามด้วยรหัสสุดท้ายหมายเลข 6 เท่านั้นจึงปรากฏข้อมูลว่าเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อโมโตโรล่า แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเลข 0-5 และ 7-9 ทั้งที่ควรปรากฏว่าเป็นเครื่องรุ่นอื่นแต่จากการทดสอบแล้วไม่ปรากฏว่าเป็นรุ่นใดเลย จึงยิ่งชี้ให้เห็นชัดว่าหมายเลข 14 หลักแรกเท่านั้นที่ใช้ในการระบุตัว ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องดังกล่าว ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุาการส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะสามารถนำสืบได้ด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าวย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบเพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน

ยังไม่มีใครรู้ว่า ใครเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าว แต่เป็นไปได้ยากมากที่จะเป็นนายอำพล

ประการที่สอง ถึงแม้ว่า ข้อความดังกล่าว ใช้ภาษาและคำพูด ที่ก้าวร้าว แต่การตัดสินโทษจำคุก 20 ปี นั้น ยังต้องมีการถกเถียงกันอย่างเข้มข้น ถึงความเหมาะสมของโทษนี้ ในประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ อย่างที่ประเทศไทยอ้างว่าเป็น

ข้อความที่ส่ง พุ่งเป้าไปที่ราชินีสิริกิติ ภรรยาวัย 79 ปีของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช สิริกิตขึ้นชื่อในเรื่องมุมมองที่เป็นเผด็จการแบบสุดโต่ง และมีส่วนเข้าไปแทรกแซงการเมืองไทยมาหลายทศวรรษ แม้ว่า โดยทางการแล้ว ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปกครองแบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งวังมีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

สิริกิติ และภูมิพล มีความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงกันมาตั้งแต่ราวๆ ปี 2528 ถึงแม้ในประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้จะไม่เป็นที่ทราบในทางสาธารณะ โทรเลขของสหรัฐที่รั่วออกมา เมื่อปี 2552 รายงานว่า:

ก่อนกลางปี 2551 กษัตริย์ และราชินี ใช่ชีวิตส่วนใหญ่ แบบแยกกันอยู่ ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นในการปรากฎตัวต่อสาธารณะ ความจริงที่ถูกปิดบังนี้ เริ่มขึ้นหลังจากที่ราชินี หายตัวไปจากสายตาของสาธารณะเมื่อปี 2529 เกือบ 6 เดือน เพื่อฟื้นฟูสภาพเหนื่อยล้าของจิตใจ จากการที่กษัตริย์ ปลดนายทหารเสือคู่ใจออกจากตำแหน่ง และหลังจากนั้น ความสัมพันธ์ในวงเครือญาติ ก็แตกระแหงอย่างรุนแรง โดยเหลือเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าได้กับทั้งสองฝ่าย

ความร้าวฉานระหว่างภูมิพล และสิริกิติ มีมูลเหตุมาจาก ความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยของราชินีกับทหารเสือคู่ใจ พันโทณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช แต่ทั้งคู่ก็มึความไม่ลงรอยกันอยู่ก่อนแล้ว ในเรื่องการปกครอง และการสืบราชสมบัติ ทั้งภูมิพล และสิริกิติเชื่อว่า วังควรมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางการเมืองในประเทศไทย แต่ในขณะที่กษัตริย์ นิยมวิธีแบบเล่นอยู่เบื้องหลังเงียบๆ คอยกล่าวสุนทรพจน์เมื่อสถาบันต้องมีบทบาท ราชินีกลับระมัดระวังน้อยกว่ามาก และดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างออกหน้าออกตา นอกจากนั้น (จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้) สิริกิติยังยืนกรานที่จะให้รัชทายาทที่ถูกลืม และก้าวร้าวอย่าง ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 10 ต่อจากภูมิพล โดยไม่สนใจเสียงทัดทานของภูมิพล

ถึงกระนั้น ระหว่างปี 2550 ถึง 2551 ก็ต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้สืบราชสมบัติใหม่แบบถอดราก สิริกิติต้องยอมจำนนต่อวชิราลงกรณ์ในที่สุด หลังจากมีวีดีโอฉาววันเกิดแบบพิศดารของสุนัขสุดรักของเขา ฟูฟู ในวีดีโอ ศรีรัตน์ ภรรยาคนที่สามของเขา หมอบอยู่บนพื้นแบบเปลือยเปล่าเหลือเพียงชุดชั้นในชิ้นล่าง หลังจากนั้นฟ้าชายทิ้งศรีรัตน์ไป เพื่อใช้เวลาส่วนใหญ่ในเยอรมนี พร้อมด้วยอนุภรรยาคนใหม่ ระหว่างรับการรักษาโรคที่ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ดังเช่นปรากฎในโทรเลขลับของสหรัฐเมื่อปี 2552:

เป็นเวลาหลายปีที่ราชินีสิริกิติสนับสนุนความสนใจในตัวฟ้าชายวชิราลงกรณ์อย่างแข็งขัน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่สำคัญ ในสายตาของอีกฝ่ายอย่างฟ้าหญิงสิรินทร ซึ่งเป็นที่พึงพอใจอย่างกว้างขวางในทางสาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น ราชินีเป็นแรงเคลื่อนที่สำคัญเบื้องหลังฟ้าชายในการเยือนวอชิงตันเมื่อปี 2546 เธอตั้งใจอย่างมากที่จะปรับภาพลักษณ์ในสายตาของคนไทย ให้สามารถยอมรับกับกษัตริย์ในอนาคตได้ บุรุษที่เพิ่งแต่งงานใหม่ และจะมีบุตรไว้สืบสกุลต่อในไม่ช้า

ความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกเปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือ ในปี 2550 เนื่องมาจากสองเหตุผล: การปรากฎของวีดีโอ และภาพนิ่งของศรีรัตน์ ภรรยาวชิราลงกรณ์ ในชุดเปลือย ทั้งบนอินเตอร์เนต ซีดี และกระจายไปทั่วทั้งกรุงเทพ กับปัญหาที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่ฟ้าชายใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศไทย ในปี 2551 ราชินีและฟ้าชายมีปากเสียงกันกลางโรงพยาบาล ระหว่างราชินีรับฟังสรุปคำวินิจฉัย โดยฟ้าชายด่าว่าเธอด้วยความโกรธแค้น ต่อหน้านางกำนัล หลังจากนั้น นางกำนัลหลายคนปฏิเสธที่จะเข้ารับใช้ ถ้าฟ้าชายเข้าพบราชินี

ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ (เกือบ 75%) ในสองปีหลังอยู่ในยุโรป (หลักๆ จะพักที่บ้านพักตากอากาศ ในสปาบำบัด 20 กิโลเมตรนอกเมืองมิวนิค) กับอนุภรรยาหลัก และสุนัขสุดรัก ฟูฟู วชิราลงกรณ์อาจจะป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับเลือด (หลายแหล่งข่าวอ้างว่า เขาติดเชื้อเอดส์ หรือไวรัสตับอักเสบซี หรือโรคมะเร็งเลือดที่พบได้ยาก หรือรวมๆ กัน ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายเลือดเป็นประจำ) ภรรยา(คนที่สาม)คนปัจจุบัน ศรีรัตน์ และลูกชายวัย 4 ขวบที่รู้จักกันในชื่อ องค์ที พักอยู่ในพระราชวังสุโขทัยของเขา ในกรุงเทพ แต่เมื่อวชิราลงกรณ์กลับมากรุงเทพ เขาจะพักอยู่กับอนุภรรยาคนที่สอง ในห้องพักรับรองพิเศษของกองทัพอากาศ ทางปีกหก สนามบินดอนเมือง (หมายเหตุ: อนุภรรยาทั้งสองคน เป็นพนักงานต้อนรับของการบินไทย ฟ้าชายเปลี่ยนจากการขับเครื่องบินเอฟ5เอส มาเป็นเครื่องบินโบอิ้งและแอร์บัส ของการบินไทย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จบหมายเหตุ) เป็นที่รู้กันมานานถึงความก้าวร้าว และอารมณ์ที่แปรปรวน ทำให้มีไม่กี่คนที่สามารถอยู่วงในของฟ้าชายได้นาน

ความไม่ลงรอยกันระหว่างสิริกิติ และวชิราลงกรณ์ เป็นตัวเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิงในสมการการเมืองของประเทศไทย แทนที่จะสนับสนุนลูกชายของตนเองขึ้นครองราชหลังจากที่ภูมิพลเสียชีวิต สิริกิติตัดสินใจว่าควรอยู่ในอำนาจในฐานะผู้สำเร็จราชการแทน ในนามลูกคนเล็กของฟ้าชายกับศรีรัตน์ หลังจากที่กษัตริย์เสียชีวิต โดยวชิราลงกรณ์จะถูกกีดกันออกจากการขึ้นครองราช ผู้นำฝ่ายกษัตริย์นิยมอย่างเปรม ติลสูลานนท์ และอานัน ปันยารชุนเกลียดวชิราลงกรณ์มานานแล้ว และเชื่อ (จริงๆ) ว่า ถ้าเขากลายเป็นกษัตริย์ มันจะหมายถึงจุดจบของวัฒนธรรม “เครื่องข่ายอำมาตย์” ในประเทศไทย พวกเขาเป็นพันธมิตรกับสิริกิติ และพยายามเคลื่อนให้เธอเข้าสู่อำนาจหลังการเสียชีวิตของภูมิพล ซึ่งจะนำไปสู่มิติใหม่ของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย เนื่องจากมีความเชื่อว่า ผู้นำที่ได้รับความนิยมอย่าง ทักษิณ ชินวัตร เป็นพันธมิตรกับวชิราลงกรณ์ ทำให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมมีความพยายามอย่างแน่วแน่กว่าเดิม ที่จะทำลายบทบาททางการเมืองของเขา พวกเขากลัวว่า ถ้ารัฐบาลที่ชี้นำโดยทักษิณมีอำนาจอยู่ ในขณะที่ภูมิพลเสียชีวิต พวกเขาจะไม่มีทางขวางการขึ้นครองราชของวชิราลงกรณ์เป็นราชกาลที่ 10 ได้ (เป็นเรื่องน่าประหลาด ที่ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และทายาทราชสมบัติของเขาพังลงมาหลายสิบปีแล้ว แต่ตอนนี้เขาดูเหมือนจะอยากให้วชิราลงกรณ์ขึ้นครองราชต่อ เป็นการเปลี่ยนจุดยืนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ระหว่างภูมิพลและสิริกิติ)

ตั้งแต่ปี 2550 สิริกิติเริ่มยื่นมือเข้ามาขัดขวางทักษิณ และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคลั่งเจ้าขวาจัดอย่างเสื้อเหลือง ตามรายงานโทรเลขลับของสหรัฐเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551:

สภาพแนวรบทางการเมืองของทักษิณถูกขีดขึ้นอย่างชัดเจน ถึงแม้จะมีผู้เล่นหลายคนเข้าร่วม…เครื่องยนต์ทักษิณต้องเจอกับกลุ่มผสมระหว่าง กษัตริย์นิยม ชนชั้นกลางกรุงเทพ และคนจากภาคใต้ โดยมีราชินีสิริกิติโผล่ออกมาร่วมในแนวรบ เพราะบทบาทของกษัตริย์ภูมิพลลดลงไปมาก…พวกเขาทั้งสองข้าง กำลังวางตำแหน่งตัวเล่นหลักของฝ่ายตนเอง ในจุดที่ว่างอยู่กับเราในทางลับ มันจะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความจริง หลังจากที่กษัตริย์สวรรคต

ในวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ราชินีสิริกิติละทิ้งการเสแสร้งว่าอยู่เหนือการเมืองทุกอย่าง เมื่อเธอเข้าร่วมในงานศพของอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ “น้องโบว์” หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมเสื้อเหลืองที่เสียชีวิต ในการปะทะกัน ระหว่างตำรวจ และผู้ชุมนุมต่อต้านทักษิณ ที่พยายามขัดขวางการเข้าทำงานของรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม ดังหมายเหตุของทูตสหรัฐ:

ราชินีสิริกิติ ได้ละทิ้งตัวอย่างที่กษัตริย์ภูมิพลทำมาตลอดหลายสิบปี ด้วยการลากสถาบันกษัตริย์ที่มีภาพของการอยู่เหนือการเมือง ให้เข้าสู่ความอลม่านทางการเมือง ทำให้อนาคตของสถาบันอยู่ในอันตราย…

ราชินีสิริกิติ แสดงออกทางการเมืองอย่างชัดเจน ผิดธรรมเนียมปฏิบัติแต่เดิม โดยการเข้าร่วมงานศพของผู้ชุมนุมพันธมิตรรากหญ้าคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรและตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แม้กระทั่งคนใกล้ชิดของราชินีบางคน ยังออกมาแสดงความกังวลในการแสดงออกทางการเมืองที่มากเกินไป เนื่องจากมันไปทำลายหลักการที่กษัตริย์พยายามส่งเสริมมานาน คือ การอยู่เหนือการเมืองของสถาบัน หลังจากการปรากฎตัวของราชินี กระแสของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทางสาธารณะ โดยส่วนใหญ่มีเป้าหมายพุ่งตรงไปยังตัวราชินี

การเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองของสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวในเวลาเช่นนี้ เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับการสืบราชสมบัติมากขึ้นในท้ายที่สุด และมันอาจเป็นลูกศรที่ย้อนกลับมาทำร้ายเหล่ากษัตริย์นิยม เมื่อเวลาในการกำหนดบทบาทใหม่ของสถาบันกษัตริย์มาถึง หลังจากสิ้นองค์กษัตริย์

การเอื้อมมือเข้ามายุ่งการเมืองอย่างไม่มีท่าของสิริกิติ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสม ในกระทำของเธอ และของสถาบันกษัตริย์ มันเป็นข้อพิสูจน์สุดท้ายสำหรับคนไทยหลายคนว่า วังเป็นศัตรูของพวกเขา ไม่ใช้ผู้คุ้มภัย โดยมีการโจมตีสิริกิติอย่างหนักบนโลกออนไลน์ เพื่อเป็นการตอบโต้ เหล่าผู้นำทหารที่อยู่ฝ่ายสิริกิติ เข้าปราบปรามกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ดังปรากฎในโทรเลขของสหรัฐ:

การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชินีสิริกิติ ทั้งบนโลกออนไลน์ และในทางสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเร็วๆ นี้…

การเพิ่มขึ้นของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ความถี่ของการแสดงความคิดเห็นต่อคดีหมิ่น และความเข้มงวดในการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ ชี้ให้เห็นว่า บางภาคส่วนของสังคมมีความไม่พอใจอย่างมาก ต่อพฤติกรรมของสมาชิกบางคนในครอบครัวเจ้า หรือแม้กระทั้งตัวสถาบันเอง ถ้าหน่วยงานของรัฐปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์อย่างหนักหน่วง อาจส่งผลในทางตรงกันข้าม เพราะการปิดปากคนหลายๆ กลุ่ม อาจทำให้การนินทาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าบางคน เปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามอย่างมีนัยยะ ต่อบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ภายหลังการเสียชีวิตของกษัตริย์ภูมิพลผู้เป็นที่รัก

ทั้งหมดคือเบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นศัตรูต่อสิริกิติในประเทศไทย เธอกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจสำหรับคนไทยหลายคน โทรเลขของสหรัฐรายงานถึงป้ายโฆษณาที่โจมตีสิริกิติ ทั่วทั้งภาคใต้ของประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2552 และมีการทำลายรูปของราชินีในจังหวัดทางภาคอิสานด้วย นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่ถูกแพร่กระจายไปบนโลกออนไลน์ (ยังไม่ยืนยัน) เกี่ยวกับการครอบครองเพรชสีน้ำเงินของสิริกิติ ที่ถูกขโมยมาจากราชวงศ์ซาอุดิอารเบีย โดยคนงานชาวไทยในปี 2532 โดยไม่เสียอะไรเลย (ผมเขียนเรื่องราวดังกล่าวไว้ ที่นี่)

ข้อความ SMS ทั้งสี่ข้อความที่ถูกใช้กล่าวหาว่า ส่งโดยนายอำพล ตั้งนพคุณ ก็มีใจความในประเด็นเหล่านี้ ใครก็ตามที่เป็นคนส่ง มีความไม่พอใจอย่างมาก กับพฤติกรรมของราชินีสิริกิติ เช่นเดียวกับคนไทยอีกหลายคน เนื้อหาของข้อความไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะจนกระทั่งเร็วๆ นี้ และมีใจความดังแสดงไว้ด้านล่าง พร้อมกับคำแปลภาษาพูด เป็นอังกฤษ ข้อความทั้งหมดถูกนำมาจากเอกสารของศาล โดยสามารถดู ในรูปแบบ PDF ได้ที่นี่:

  • ข้อความแรก 9 พฤษภาคม 2553 – ขึ้นป้ายด่วน อีราชินีชั่วมันไม่ยอมเอาเพชรไดรมอนด์ไปคืนซาอุฯ ราชวงศ์หัวควยมันพังแน่
  • ข้อความที่สอง 11 พฤษภาคม 2553 – อีราชินีชั่ว อีหีเหล็ก มึงแน่จริงมึงส่งทหารเหี้ยๆ มาปราบพวกกูซิวะ โคตรอีดอกทอง ชั่วทั้งตระกูล
  • ข้อความที่สาม 12 พฤษภาคม 2553 – สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหัวควย อีราชินีหีเหล็ก ไอ้อีสองตัวนี้มันบงการฆ่าประชาชน ต้องเอาส้นตีนเหยียบหน้ามัน
  • ข้อความที่สี่ 22 พฤษภาคม 2553 – ช่วยบอกไอ้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหัวควยกับอีราชินีหีเหล็ก และลูกหลานของมันทุกๆ คนต้องตาย

ข้อความทั้งหมดรุนแรง เต็มไปด้วยความเคียดแค้น เนื้อหาของมันคงทำให้คนไทยหลายคนตกใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีมุมมองกับสถาบันกษัตริย์อย่างไร ไม่มีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า ข้อความถูกส่งโดยนายอำพล และไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นคนส่ง คำถามที่ว่า พวกเขาควรถูกตัดสินให้จำคุก 20 ปี ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตย ของศตวรรษที่ 21 หรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ต้องถกเถียงกันอย่างหนัก

ตัวภูมิพลเองยังคงบาดหมางกับสิริกิติ และตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 เขามีชีวิตอยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำที่ไหลผ่านกรุงเทพ อย่างเจ้าพระยา และปฏิเสธที่จะกลับบ้าน ภายในพระราชวัง แม้ว่าหมอประจำตัวจะอนุญาตให้ทำได้ เห็นได้ชัดว่าสุขภาพร่างกายของเขากำลังแย่ลง แต่สุขภาพทางใจของเขาต่างหาก ที่เป็นเรื่องกังวลของชนชั้นนำไทย ดังเช่นแกนนำของผู้นิยมเจ้าอย่าง อานัน ปันยารชุน ที่บอกกับทูตสหรัฐ ราล์ฟ “สกิป” บอย์ช ในปี 2547:

อานันกล่าวว่า เขาเป็นห่วงสุขภาพทางร่างกายของกษัตริย์น้อยกว่า ความสามารถของกษัตริย์ที่จะรับฟังคำแนะนำ และได้ประโยชน์จากกลุ่มคนใกล้ชิด อานันท์กล่าวว่า กว่าครึ่งของคนที่ทำงานในวังต้องการเพียงแค่สถานะ และอิทธิพลทางสังคม มีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นที่อุทิศตนให้กษัตริย์ เขากล่าวว่า กษัตริย์ทรงโดดเดี่ยว และเกือบตลอดเวลา เขาไม่สามารถเลือกได้ว่าบุคคลใดที่เขาจะใช้เวลาร่วมด้วย

ในเดือนตุลาคม 2549 สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาพรรคฝ่ายกษัตริย์นิยม ผู้เต็มไปด้วยเรื่องคดโกง ของพรรคประชาธิปัตย์ บอกกับทูตสหรัฐว่า ภูมิพลมีอาการป่วยทางใจ:

เมื่อจับหน้าผากของเขา สุเทพอ้างว่า สุขภาพทางกายของกษัตริย์ปกติดี แต่ที่ทำให้เป็นห่วง คือสุขภาพทางใจของเขา ซึ่งถูกกดดันจากสถานะของอาณาจักรอันเป็นที่รักของเขา หลังจากที่เขาจากไป

ชาวต่างชาติคนหนึ่งที่อาศัยมานานในไทยสังเกตเห็นในสิ่งเดียวกัน และรายงานไว้ในโทรเลขที่รั่วออกมา ของสหรัฐ:

 เป็นที่ชัดเจนว่า ไม่มีทางเลย ที่ใครจะสามารถวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องถึงความรู้สึกในใจของกษัตริย์ หรือหาข้อสรุปที่แน่นอนระหว่างพัฒนาการทางการเมือง ความเป็นไปได้ของความเครียดทางอารมณ์ และความเจ็บป่วยทางกาย อย่างไรก็ตาม นักสังเกตุการณ์คนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในไทยมานาน ตั้งแต่ปี 2498 อ้างกับเราเสมอตลอดปีที่ผ่านมาว่า กษัตริย์แสดงอาการพื้นฐานของโรคซึมเศร้า – “มันก็ควรเป็นเช่นนั้น เมื่อต้องเห็นสิ่งที่เกิดในอาณาจักรของเขา หลังครองราชมา 62 ปี ในบั้นปลายของชีวิต” – และอ้างว่า เพราะความทุกข์ทางใจนั่นแหละ ที่ส่งผลต่อสุขภาพทางกายของเขา

ในเดือนพฤศจิกายน 2552 ทูตสหรัฐนายอีริค จี จอห์นเขียนเกี่ยวกับภูมิพลว่า:

เนื่องจากหลายสาเหตุเริ่มต้นมานานจากโรคพาคินสัน โรคซึมเศร้า และอาการปวดหลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์และภรรยาของเขา รวมถึงลูกๆเกือบทั้งหมดถูกทำให้แย่ลง มีเพียงลูกสาวคนที่สอง สิรินธร ที่ยังคงใกล้ชิดกับเขา ความเคารพนับถือที่กระจายไปอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทย มาเป็นเวลานาน เริ่มเสื่อมลง ดังเช่นนายอำพล เขาดูเหมือนถูกกำหนดให้ตายอย่างโดดเดี่ยวด้วยใจที่แตกสลาย อีกหนึ่งเหยื่อผู้โชคร้ายภายใต้คำสาปของกลุ่มคนคลั่งเจ้าในประเทศไทย

 

 

[CJ Hinke of FACT comments: If nothing else moves you to tears this year and gives you courage, this is it. Akong and Aunty Oo are forever in our hearts.]

Prachatai: April 24, 2012

http://prachatai.com/journal/2012/04/40198

 

หมายเหตุ – บทกวีจากนางรสมาลิน (ป้าอุ๊) ภรรยานายอำพล หรือ อากง SMS ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี จากข้อกล่าวหาในการส่งข้อความสั้น 4 ข้อความไปยังมือถือเลขานุการนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2555                        เราอยู่ด้วยกันมาถึงปีที่ 44

รวมความสุขทั้งความทุกข์ที่มามี          แล้ววันนี้มีเปลี่ยนเปลี่ยนไป

มวลมรสุมทุ่มเข้ามาผวาสุดสุด              ร่างกองทรุดสุดหวั่นไหว

แต่เรายังมีเราร่วมหัวใจ                          จะยืนให้ได้ในชะตากรรม

หากวันนี้ฉันมีคาถาเสกเป่าได้               และถ้าได้ตาฝันที่ฉันขอ

ให้ทุกสิ่งเป็นจริงเหมือนเฝ้ารอ               เพียงขอเธอให้ได้กลับคืน

บนทางเดินในเส้นนี้มีขวากหนาม          จะพยายามไม่ยอมแพ้แม้ร้องไห้

จะฝืนยืนสู้ซมซานไป                                ใจไม่เคยท้อเพราะรอเธอ

ถึงวันนี้ยังลางเลือนเหมือนว่างเปล่า      แต่พวกเราคงหวังยังมีวันใหม่

วันพรุ่งนี้คงมีทางวิ่งกลิ้งเข้าเส้นชัย       มาเริ่มต้นกันใหม่ในวัยชรา

จนตายจากกัน

 

เพื่อเธอ

ป้าอุ๊

ครบรอบ 44 ปีของเธอและฉัน ครบรอบ 478 วันของเธอ

วันที่ 3 เมษายน 2555

http://www.shakespearemustdie.com/

Trailer: http://www.youtube.com/watch?v=vd6JEk6Imco

เรื่อง หนังไทยเชคสเปียร์โดนแบนโดยรัฐบาลไทย

…………………………………………………………………………………………………..

บ่ายวันนี้ คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ (กองเซ็นเซอร์) ในกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมติสั่งห้ามฉาย ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่ได้รับทุนสร้างจากกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ของ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปี 2553 ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จและเข้าตรวจพิจารณาปีนี้

ตามเอกสารบันทึกการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ (แนบมาใน attachment) : “คณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่า ภาพยนตร์เรื่องเชคสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die) มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ตามกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของประเภทภาพยนตร์ และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2552 ข้อ 7 (3)

จึงมีมติไม่อนุญาต โดยจัดเป็นประเภทภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 26 (7) แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ .. 2551

ภาพยนตร์เรื่อง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’ เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างขึ้นจากบทละคร ‘โศกนาฏกรรมแม็คเบ็ธ’ (The Tragedy of Macbeth) ของ วิลเลียม เชคสเปียร์ (William Shakespeare) กวีเอกของโลก เป็นเรื่องราวของขุนพลที่มักใหญ่ใฝ่สูงอย่างไร้ขอบเขต และคลั่งไคล้ในไสยศาสตร์ เมื่อมีแม่มดมาทักว่าจะได้เป็นกษัตริย์ในภายหน้า และโดยการยุยงของภรรยา เขาสังหารพระราชาเพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ แม็คเบ็ธปกครองแผ่นดินด้วยความบ้าอำนาจ พาให้บ้านเมืองตกอยู่ในยุคมืดมนแห่งความหวาดกลัว โดยที่ตัวเขาเองก็ปราศจากความสุข ต้องใช้ความรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อรักษาอำนาจของตน

อนึ่ง ละครเรื่องแม็คเบ็ธนี้ เมื่อปีที่แล้วได้มีการจัดแสดงโดยคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ‘แม็คเบ็ธ’ นั้น บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของเด็กมัธยมต้นทั่วโลก (ในทุกประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ) มาเป็นเวลาหลายชั่วคน และได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งโดยนักทำหนังอินเดีย ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเห็นว่า เราไม่สามารถพูดถึงเรื่องศีลธรรม ความโลภ ความบ้าอำนาจ ความมักใหญ่ใฝ่สูงอันไร้ขอบเขตกันได้อีกแล้วในประเทศไทย ผู้คนอยู่กันด้วยความกลัว ราวกับว่าอยู่ใต้แม็คเบ็ธในบทละครของเชคสเปียร์จริงๆ มันแปลกประหลาดมากที่องค์กรของกระทรวงวัฒนธรรมลุกขึ้นแบนหนังที่กระทรวงวัฒนธรรมเองเป็นผู้สนับสนุน และกองเซ็นเซอร์ ภายใต้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เห็นควรแบนเชคสเปียร์

ด้วยความนับถือ

มานิต ศรีวานิชภูมิ

ผู้อำนวยการสร้าง ‘เชคสเปียร์ต้องตาย’

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 331 other followers